Tagged By แคมป์กางเต็นท์

นอนเต๊นท์กับผี

นอนเต๊นท์กับผี เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

, , No Comment

นอนเต๊นท์กับผี

นอนเต๊นท์กับผี 

นอนเต๊นท์กับผี เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เมื่อสมัยผมวัยรุ่นมักจะติดสอยห้อยตามน้าชายไปเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงที่ผมปิดเทอมเป็นประจำ สมัยก่อนโรงแรมหายาก ยิ่งไปเที่ยวตามป่าเขาไม่ต้องพูดถึง ไม่มีเลยซักที่ น้าชายกับเพื่อนจึงตั้งแคมป์กางเต็นท์ทุกครั้ง ซึ่งผมก็ชอบนะได้ทำอาหารเองล้อมวงคุยกันสนุกอีก

วันหนึ่งในช่วงปิดเทอมหน้าร้อนน้าชายกับเพื่อนได้จัดทริปไปจังหวัดหนึ่งซึ่งผมก็ไม่พลาดที่จะไปด้วยแน่นอน ครั้งนี้ไปกันทั้งหมด 8 คน เอารถจี๊บไป 3 คัน เราไปไหว้พระเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ตามธรรมชาติพอตกเย็นก็หาที่กางเต็นท์นอนในป่า สมัยก่อนยังไม่จัดที่กางเต็นท์เป็นที่เป็นทางเหมือนสมัยนี้ ถ้าเจอทำเลดี​ ๆ ก็จอดรถกางเต็นท์พักกันเลย

เราเที่ยวกันหลายวันจนถึงวันกลับ วันนั้นผมจำได้ว่าออกจากวัดสุดท้ายที่อยู่ในแผนเที่ยวช่วงประมาณบ่ายโมง พวกเรามาประชุมแผนการเดินทางกลับกันที่จอดรถของวัด สรุปกันว่าจะหาที่กางเต็นท์นอนกันอีกคืนหนึ่งเพราะเหนื่อยล้าจากการเที่ยวมาหลายวัน ถ้าจะขับรถกลับบ้านเลยคงไม่ไหวเพราะจากการคำนวณเวลากับระยะทางคงถึงบ้านเกือบเช้าแน่​ ๆ อีกทั้งสมัยก่อนถนนหนทางก็ไม่ได้ดีเหมือนสมัยนี้แถมไฟตามถนนก็มีไม่มาก ถ้าขับรถตอนกลางคืนกลัวจะเกิดอันตราย

รถพวกเราสามคันขับตามกันไปเรื่อย​ ๆ คิดว่าเจอทำเลดี​ ๆ ข้างหน้าก็ค่อยจอดปักหลักกางเต็นท์ แต่ขับรถลัดเลาะไปตามป่าตั้งแต่บ่ายโมงกว่า​ ๆ จน 4 โมงเย็นพวกเราก็ไม่เจอทำเลที่พักดี​ ๆ เลยสักที่ บางครั้งเจอลานกว้างจอดรถไปสำรวจดูก็มีรังมดเต็มไปหมด จน 5 โมงเย็นตะวันเริ่มจะโพล้เพล้ก็ยังหาจุดกางเต็นท์เหมาะ​ ๆ ไม่ได้ จนน้าชายพูดขึ้นมาว่า “สงสัยคืนนี้จะได้นอนในรถกันซะแล้วมั้งมึง เจ้าป่าเจ้าเขาผีป่าผีเขาหาที่นอนให้ลูกหน่อยเถิด ลูกขับรถจะไม่ไหวแล้ว” ผมหันขวับมองหน้าน้าชายทันทีที่ไม่ใช่เพราะพูดถึงเจ้าป่าเจ้าเขา แต่ผมมาขนลุกตรงที่เอ่ยถึงผีป่าผีเขานี่แหละ

ขณะที่น้าขับรถไปเรื่อย​ ๆ สายตาผมก็เหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งแต่ตัวมอซอเสื้อผ้าเก่า​ ๆ ยืนอยู่หลังต้นไม้แต่พอรถผ่านแล้วผมหันหลังกลับไปมองก็ไม่เห็นแล้ว ผมคิดว่าคงตาฝาดไปแต่พอหันกลับมาผมก็รีบบอกให้น้าชายจอดรถเพราะผมเห็นลานโล่งอยู่ทางซ้าย น้าชายบีบแตรเป็นสัญญาณให้รถอีกสองคันหยุดแล้วเดินลงไปสำรวจที่กัน พอเดินไปดูก็เห็นว่าเป็นที่โล่งแล้วรอบลานนั้นก็เป็นลำธารล้อมรอบ พวกเราจึงตัดสินใจพักที่นี่กัน

พวกเราแบ่งหน้าที่กันส่วนหนึ่งกางเต็นท์ส่วนหนึ่งหาฟืนมาทำกับข้าว กว่าจะเสร็จเกือบสองทุ่มก็มานั่งกินข้าวกันรอบ​ ๆ กองไฟที่ก่อไว้ หลังกินข้าวเสร็จก็นั่งดื่มนั่งคุยกันไปจนสี่ทุ่มกว่า​ ๆ ก็แยกย้ายกันไปนอนโดยจัดคนเฝ้ายาม 2 คน คนละ 2 ชั่วโมงโดยที่เพื่อนของน้าเฝ้าก่อน ส่วนเวรเฝ้ายามผมกับน้าคือตี 3 ถึงตี 5 ผมกับน้าก็เลยรีบเข้านอนกัน

ผมกับน้านอนหลับสนิทด้วยความเหนื่อยจนเพื่อนน้ามาปลุกให้ไปเฝ้ายาม ผมงัวเงียเดินไปนั่งข้างๆ กองไฟแต่ก็ได้ยินเพื่อนน้าบอกกับน้าว่า “เฮ้ย!ระวังหน่อยนะ ตอนกูเฝ้ายามเมื่อกี้เหมือนมีคนเดินไปมารอบ​ ๆ เต็นท์เหยียบกิ่งไม้หักดังเป๊าะๆๆ มีเสียงคุยกันด้วย แต่พอส่องไฟไปก็ไม่เห็น” พูดจบเพื่อนน้าก็หยิบปืนลูกโม่เอาให้น้าผม น้าได้แต่หัวเราะแล้วบอกว่า “มึงนี่แดกเหล้าเมาจนหูฝาด รีบไปนอนเถอะ พรุ่งนี้เดี๋ยวจะขับรถไม่ไหว ฮ่าๆๆ”แล้วน้า ก็มานั่งข้าง​ ๆ ผม

ผมกับน้านั่งยามไปได้ซักเกือบครึ่งชั่วโมง “เป๊าะ…เป๊าะ….” อยู่​ ๆ ก็มีเสียงเหมือนคนเดินรอบ​ ๆ เต็นท์แล้วเหยียบกิ่งไม้หัก ผมขยับเข้าไปนั่งใกล้น้าที่กำลังส่องไฟฉายไปรอบ​ ๆ แต่ก็ไม่เห็นใคร จะว่าหูฝาดก็ไม่น่าจะใช่เพราะเราสองคนได้ยินเหมือนกัน สักพักก็มีเสียงพูดคุยกันพึมพำ​ ๆ จับทิศทางของเสียงไม่ได้ แต่พอน้าจะยกไฟฉายขึ้นส่องอีกรอบไฟฉายเจ้ากรรมก็ไม่ติด ทำให้ตอนนั้นมีแต่แสงจากกองไฟเท่านั้นที่ทำให้เราเห็นรอบ​ ๆ เต็นท์ แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผมสะดุ้งโหยงสุดตัว อยู่​ ๆ ต้นไม้ใหญ่ที่เราเห็นตะคุ่มอยู่กลางแสงจันทร์ก็สั่นเหมือนมีคนขึ้นไปเขย่า จะว่าลมพัดก็ไม่ใช่เพราะต้นไม้ต้นอื่นไม่ขยับเลย

“เอาฟืนใส่กองไฟ ให้ไฟสว่างกว่านี้” น้ากระซิบบอกผม ผมรีบหยิบฟืนโยนเข้ากองไฟจนไฟลุกหนักกว่าเดิมทำให้รัศมีของแสงกองไฟขยายไปไกลขึ้น แล้วผมกับน้าก็ต้องตกใจจนหัวใจแทบหยุดเต้น รอบ​ ๆ เต็นท์มีกลุ่มคนยืนอยู่รอบเต็นท์เต็มไปหมด สภาพเสื้อผ้าเก่า​ ๆ ขาดรุ่งริ่ง ผมยาวกระเซิง ตอนนั้นผมกับน้ายืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าแม้แต่จะขยับนิ้ว “หิว…ขอข้าวกินหน่อย ขอเหล้ากินหน่อย ที่พักก็หาให้แล้วนี่ น่าจะให้พวกกูกินอะไรบ้าง” สิ้นเสียงพูดช้า​ ๆ เย็นยะเยือกนั้น น้าผมยกปืนขึ้นยิงใส่กลุ่มคนที่อยู่ข้างหน้าทันที ปังๆๆๆๆๆ แต่พวกนั้นก็ยังยืนเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เพื่อนในเต็นท์ได้ยินเสียงปืนรีบออกมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ยิงอะไร “กูว่าพวกเราเจอดีแล้วล่ะ” น้าบอกเพื่อนๆตอนนนั้นผมทรุดลงไปนั่งกับพื้นดินด้วยความกลัวสุดขีดแขนขามันอ่อนแรงไปหมด แล้วคืนนั้นก็ไม่มีใครไปนอนในเต็นท์นั่งรวมกันรอบกองไฟท่ามกลางเสียงเดินไปเดินมาและเสียงคุยกันพึมพำรอบเต็นท์ แล้วอยู่​ ๆ น้าก็ถามเพื่อนที่ทำกับข้าว “มึงได้เอาเหล้ากับอาหารที่ทำเซ่นเจ้าที่เจ้าทางหรือเปล่า” เพื่อนที่ทำกับข้าวหันมามองหน้าน้าด้วยสีหน้าตกใจ “กูไม่ได้ให้ ปกติมึงเป็นคนทำอาหารประจำ พอกูมาทำแทนมึงก็เลยลืม” พอน้าผมได้ยินอย่างนั้นเลยลุกขึ้นตะโกนออกไป “ตอนนี้หาไม่ทันแล้ว พรุ่งนี้เช้าจะทำให้กิน ตอนนี้กลับกันไปก่อน” สิ้นเสียงน้าเสียงพูดคุยกับเสียงเดินรอบ​ ๆ เต็นท์ก็หายไปทันที เหลือแต่ความเงียบสงัดกับแมลงกลางคืนร้องระงม

พวกเราทั้งกลุ่มนั่งกันจนเช้า และน้าก็ทำกับข้าวใส่ใบไม้ที่ทำเป็นกระทงไปวางไว้กลางลานพร้อมกับเหล้าแล้วพนมมือบอกกล่าวพวกที่มาเมื่อคืน พอพวกเรากินข้าวเสร็จก็เก็บของเตรียมกลับบ้าน แต่อยู่​ ๆ ผมก็ดันปวดท้องหนักขึ้นมาเลยคว้าพลั่วสนามวิ่งเข้าป่า แต่ขณะขุดหลุมจะถ่ายหนักพลั่วก็ไปโดนของแข็งอะไรบางอย่างตอนแรกผมคิดว่าเป็นไม้แต่พองัดขึ้นมา ผมถึงกับหงายหลังร้องเรียกน้าเสียงหลงเพราะสิ่งที่งัดขึ้นมาจากดินมันเป็นกระดูกท่อนแขนคนขาวโพลนอยู่ข้างหน้า พวกน้ารีบวิ่งมาตามเสียงร้องของผมพร้อมกับพยุงให้ลุกขึ้น แต่ที่น่าสยองและจำติดตามาจนทุกวันนี้ เลยไปก็เห็นเป็นหัวกระโหลกกับกระดูกโผล่พ้นดินขึ้นมาเต็มไปหมด พอเห็นแบบนั้นพวกเรารีบออกจากที่นั่นกันทันที

พวกเราขับรถออกมาจากป่าตรงนั้นพอถึงเขตหมู่บ้านเราก็จอดรถพักเพื่อซื้อน้ำ คนแถวนั้นก็เข้ามาพูดคุยมาดูรถเราเพราะไม่ค่อยมีใครผ่านมา แต่พอคนแถวนั้นรู้ว่าเมื่อคืนเรากางเต็นท์ที่ไหนและเจออะไรมา ป้าคนหนึ่งก็พูดว่า “โอ๊ย ไปพักกันได้ยังไงตรงนั้น มันเป็นลานเผาผี เผาคนตาย ไม่เห็นเหรอมันเป็นเนินเป็นที่ดอน พวกชาวบ้านเค้าช่วยกันทำเอาไว้เผื่อหน้าฝนน้ำจะได้ไม่ท่วมจะได้มีที่เผาคนตาย ไม่แปลกหรอกที่เจอกันเมื่อคืนน่ะ” พวกผมได้ยินอย่างนั้นถึงขั้นเกือบช็อกกันเลยทีเดียว และหลังจากนั้นมาผมก็ไม่ไปเที่ยวกับน้าอีกเลย…

Read Post →