Uncategorized

โจรผวา

โจรผวา เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

, , No Comment

โจรผวา
โจรผวา 

โจรผวา เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

สมัยที่กองอำนวยการต่างๆยังอยู่บนอาคารหลังยาว ในเย็นวันหนึ่ง โจรร้ายได้ลอบไต่ขึ้นมาลักขโมยของบนอาคารยาว บังเอิญพอไต่ขึ้นมาในห้องพบคุณลุงแก่ๆคนหนึ่งอยู่ในเงามืดของห้องก็เลยพูดว่า “ลุงช่วยผมหน่อยสิ ถ้าหากลุงช่วยผมจะแบ่งให้คุณ

ลุงอย่างสวยเลย ไม่มีผู้ใดทราบหรอก” ว่าแล้วขโมยก็เดินถือสิ่งที่มีค่าในห้องเรื่อยแล้วโยนให้เพื่อนโจรที่รอรับของด้านล่าง พอดีโจรจะถือเครื่องพิมพ์ดีดข้างหลังลุงแก่ ขโมย เลยพูดว่า “ลุงถือพิมพ์ดีดข้างหลังคุณลุงให้หน่อย” ลุงแกเลยหมุนคอไปข้างหลังจับพิมพ์ดีดแล้วส่งให้โดยไม่ต้องเดิน เพราะคุณลุงอาศัย “ยืดแขน” ส่งมาให้ ทันทีนั้นมิจฉาชีพร้ายก็รู้แล้ว่าเจอกับอะไร ไม่ทันที่จะปีนป่ายหนี เพื่อนพ้องมิจฉาชีพที่อยู่ด้านล่างก็มองเห็นมือยักษ์ จับกุมเพื่อนปล่อยลงมาจากตึก โดยไม่รอช้า ทั้งคู่รีบหนีไม่คิดชีวิตลืมของที่จะขโมย เช้าตรู่วันถัดมาทั้งคู่เข้ามอบตัว แล้วก็คืนของมีค่าชิ้นเล็ดชิ้นน้อยที่ติดตัวไว้จนหมดสิ้น…

Read Post →

เวรดึก

เวรดึก เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

, , No Comment

เวรดึก

เวรดึก

เวรดึก เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ประการแรกขอบอกไว้ก่อนนะคะว่า แม่ของมีนเป็นคนมี สัมผัสที่ 6 ก็เลยออกจะที่จะรับรู้เรื่องลึกลับได้เสมอๆแต่ว่าแม่ก็ไม่ค่อยจะกลัวเรื่องเหล่านี้สักเยอะแค่ไหน หรือจะพบจนเกิดความเคยชินแล้วหลังจากนั้นก็ไม่รู้จักนะคะ เรื่องมีอยู่ว่า.. ย้อนกลับไปเมื่อราว 10 ปีที่ผ่านมา ยุคนั้นแม่ของมีน ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ศูนย์กลางเมือง จังหวัดนครสวรรค์จ้ะ แม่มีนปฏิบัติงานตรงนี้ ตั้งแต่ยุคผู้หญิงที่เพิ่งจะจบการศึกษาชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงใหม่ๆ ทำตำแหน่งข้าราชการการคลัง ซึ่งก็ควรจะมีการขึ้นเวร ลงเวรอยู่เป็นประจำ.. แม่มีนขณะนั้น ฐานะออกจะลำบาก จะต้องทำงานมากเพื่อแบกรับหน้าที่ ที่จำเป็นต้องเลี้ยงลูกเพียงคนเดียว ทั้งยังค่าเช่าบ้าน ค่าเทอม ทำให้แม่จะต้องทำโอที แล้วก็รับจ้างขึ้นเวรแทน วันหยุดเทศกาลต่างๆก็ไม่เคยหยุด เพื่อจะได้เงินเพิ่ม ไว้ใช้จ่ายในครอบครัว ทำให้ในทุกๆวันของแม่ แทบอยู่โรงหมอเกือบจะ 24 ชั่วโมง

ครั้งหนึ่ง แม่จำเป็นต้องอยู่เวรอยู่คนเดียว ซึ่งห้องทำงานของแม่ จะอยู่ใกล้กับห้องจ่ายยา ซึ่งจะมีกระจกซึ่งสามารถเปิดปิดหากันได้.. เวลาตอนนั้นราวๆตี 3 คนเจ็บที่มาใช้บริการไม่มีเลย และก็เนื่องจากว่าแม่อดนอนมาหลายคืน ทำให้เริ่มง่วงหงาวหาวนอน ก็เลยบอกกับสหายที่อยู่ห้องยาว่า ‘ถ้าเกิดมีผู้ป่วยก็ช่วยปลุกทีนะ ของีบหน่อย รู้สึกไม่ค่อยสบาย’ เพื่อนแม่ก็ตบปากรับคำ.. แม่เลยไปเอาเก้าอี้ ซึ่งสามารถกางเป็นเตียงได้ออกมานอน

นอนไปได้ครู่หนึ่ง แม่เริ่มรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออก กับได้ยินเสียงหัวเราะ ‘หึๆๆๆ..’ อยู่ด้านข้างหู แต่ว่าไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวได้เลย ในเวลานั้น แม่รู้ทันครั้งเลยว่ากำลังพบกับอะไร ก็ได้แต่ว่าสวดมนต์ไหว้พระ แล้วก็กรวดน้ำในใจ.. ครู่หนึ่งพอเพียงเริ่มขยับตัวได้ แม่ก็ยืนขึ้นมานั่ง ดูไปบริเวณเหงื่อออกท่วมตัว.. เพื่อนฝูงแม่ที่นั่งอยู่ข้างในห้องยา มองเห็นแม่ยืนขึ้นมาก็ถามคำถามว่า ‘อ้าว? ไม่นอนแล้วหรอ ตี 3 ครึ่งเอง..’ แม่ก็กล่าวว่า เครื่องปรับอากาศมันร้อนน่ะ จะลุกมาปรับเครื่องปรับอากาศสักหน่อย แล้วต่อจากนั้นแม่ก็ล้มตัวนอนต่อ.. เพียงพอหลับไปได้สักพักใหญ่ๆอาการเดิมเริ่มกลับมาอีกรอบ เหมือนหวิวๆเหมือนเวลานั่งรถลงเนินเร็วๆแต่ว่าครั้งนี้ รู้สึกราวกับมีอะไรบางอย่างมาเขี่ยๆที่ปลายตีนด้วย แม่เลยลืมตาขึ้นมา และจำต้องตกอกตกใจเต็มที่ ภาพที่เห็นที่ระหว่างปลายตีนแม่เป็น หัวผู้ที่เบาๆโผล่ขึ้นมาจากขอบเตียง และก็เบาๆลอยขึ้นๆเป็นหญิงกลางคน สวมชุดคนป่วย ใบหน้าของคุณนั้นขาวซีด ดวงตาแดงก่ำปูดโปนออกมา จ้องมองมาทางแม่ ร่างคุณเบาๆลอยขึ้นไปทางแอร์บนเพดาน รวมทั้งเริ่มหายเข้าไปในช่องเครื่องปรับอากาศ โดยภาวะลำตัว หายไปในช่องแอร์กึ่งหนึ่ง และก็แขวนโตงเตงอยู่ด้านล่างอีกครึ่งหนึ่ง พร้อมๆกับเสียงหัวเราะ ที่ดังก้องอยู่ในหูของแม่

ภายหลังจากช็อคกับสิ่งที่มองเห็น แม่มีนตั้งรู้สึกตัวได้ ก็บากบั่นเรียกเพื่อนพ้อง ที่อยู่ห้องด้านข้างกลับไม่มีเสียงพูดออกมา แม่อุตสาหะดิ้นให้หลุด แต่ว่าก็ไม่เป็นผล.. ตอนนั้นแม่เริ่มรู้สึกขุ่นเคือง ก็เลยบอก (ในใจ) ออกไปว่า ‘ทางคนใดกันแน่ก็ทางมันอย่ามายุ่ง มารบกวนกันเลย อยากได้อะไรก็บอกกันดีๆจะทำบุญไปให้ หากยังไม่หยุดจะแช่ง! ให้มิได้ไปผุดไปกำเนิด..’ สิ้นคำร้องของแม่ ทุกอย่างกลับมาปกติ แม่ขยับตัวได้ ก็ยืนขึ้นมาจากเตียงอย่างรวดเร็ว สหายแม่หันมามองเห็น รวมทั้งถามคำถามว่า ‘อ้าว? ไม่นอนแล้วหรอ ตี 3 ครึ่งเอง..’ แม่ได้ยินก็แบบนั้นก็แปลกใจ เพราะมันราวกับ ที่เคยทราบมาแล้วครั้งหนึ่ง.. ทีนี้ แม่ไม่กล้านอนเลย เพราะกลัวว่า นอนแล้วจะย้อนไปพบแบบเดิมอีก! แม่ก็เลยมิได้ตอบอะไร พับเตียงเก็บเข้าที่เดิม และนั่งทำงานต่อจนถึงเช้าเลย..

หลังจากแม่เล่าจบ แม่ก็บอกอีกว่า ดวงวิญญาณเร่ร่อนเหล่านี้ หากได้พบ ถ้าพวกเราสวดมนต์ก็แล้ว กรวดน้ำไปให้ก็แล้ว ยังไม่หยุด ให้แช่งออกไปแทนเลย เพราะเหตุว่าวิญญาณเหล่านี้ จะกลัวคำสาปแช่งของคน.. ซึ่งตัวมีนเอง ก็ไม่ทราบว่าจะจริงหรือไม่จริงนะคะ แต่ว่าก็ไม่ขอพบเลยดีที่สุด…

Read Post →

หัวหายไปไหน

หัวหายไปไหน เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

, , No Comment

หัวหายไปไหน

หัวหายไปไหน

หัวหายไปไหน เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปงานกินเลี้ยงของทางกรม ที่จังหวัดกรุงเทพ รวมทั้งเดินทางกลับไปอยู่บ้านที่จังหวัด ชลบุรี ในคืนนั้นเลย.. สารภาพนะครับว่า ดื่มไปพอควร แม้กระนั้นก็ยังมีสติขับขี่รถได้สบาย.. ประมาณตี 1 กว่าๆเพียงพอไปถึงตอนศรีราชา ถนน

หนทางค่อนข้างมืดยุคนั้น จู่ๆก็มีสายเข้ามาที่มือถือ และก็จังหวะที่ผมละสายตา ก้มถือโทรศัพท์เคลื่อนที่ ออกมาจากกระเป๋ากางเกง เพียงแค่อึดใจเดียว ‘กึ่กรัม. กึ่กรัม. กึ่กๆๆ..’ เสียงมาจากใต้รถปิคอัพผม ราวกับไปเหยียบทับอะไรเข้า กระทั่งรถยนต์สั่นสะเทือนค่อนข้างแรง ผมตกอกตกใจมาก จึงหยุดรถยนต์มองดูกระจกหลัง ก็มองเห็นเป็นร่างคนนอนอยู่ 2 คน และก็มีมอเตอร์ไซค์ล้มอยู่ไกลๆ

ผมตกลงใจลงไปดู ปรากฏว่าเป็นร่างวัยรุ่นชาย หญิงคู่หนึ่ง นอนนิ่งแน่อยู่ เลือดท่วมไปหมด โดยที่ศพเพศชายไม่มีส่วนหัว ภาพนั้นขนพองสยองเกล้า ติดตามากครับ ผมทายใจว่า คงถูกชนแล้วหนี แล้วก็เมื่อกี้ผมอาจจะไปทับซ้ำเข้าอีก.. ผมรีบขึ้นรถขับกลับบ้าน รวมทั้งกลางทาง ก็ได้โทรบอกเหตุกับตำรวจไว้ด้วย

พอเพียงผมกลับมาถึงบ้าน เอารถยนต์เข้ามาในบ้าน ขณะนั้นน่าจะเป็นเวลาตี 2 ได้ ไอ้ถั่ว หมาบ้านผมก็เห่าเสียงดัง บอกให้หยุดก็ไม่ยินยอมหยุด ในขณะที่ธรรมดา มันก็ไม่เคยจะเห่า แต่ว่าผมก็มิได้ฉงนใจ ขึ้นห้องน้ำนอน.. รวมทั้งคืนนั้น ผมก็นอนไม่ค่อยหลับ เพราะเหตุว่าไอ้ถั่วมันไม่เห่า แต่ว่าครั้งนี้มันหอนแทน เสียงดังทั้งคืนเลย จนถึงท้ายที่สุดผมก็หลับไป.. รวมทั้งเสมือนจะครึ่งหนึ่งหลับ ครึ่งหนึ่งตื่น ไม่รู้เรื่องฝันหรือจริง ผมดูไปที่ปลายเตียง เห็นเป็นเงาดำๆที่เพียงพอมองดูสีเสื้อออก ว่าเป็นเด็กชายไม่มีหัว ที่พบกลางทาง ยืนอยู่อย่างงั้น ไม่ไปไหน ผมนี่ขนลุกวาบ รีบหลับตา แม้กระนั้นพอเพียงเริ่มมีสติสัมปชัญญะ ทดลองลืมตามองดูอีกรอบ ก็ยังคงไม่ไปไหน จนถึงผมได้แม้กระนั้นคลุมโปง สวดมนต์ แล้วแล้วหลังจากนั้นไม่เคยรู้อย่างไร มารู้ตัวอีกครั้งก็ตื่นมาเช้าตรู่แล้ว..

รุ่งเช้าวันนั้น ผมจำต้องตื่น เพราะเหตุว่าได้ยินเสียงร้องของแม่ผม ดังมาจากด้านล่างหน้าบ้าน ผมรีบลงไปดูว่ากำเนิดอะไรขึ้น.. พอลงไปก็มองเห็นแม่ผม รวมทั้งไอ้ถั่ว ยืนมองดูอะไรอยู่ ที่ฝั่งซ้ายของรถปิคอัพผม เพียงพอผมไปดูเพียงแค่นั้นล่ะ.. ภาพที่มองเห็นเป็น ท่อนหัวของเด็กวันรุ่นเพศชาย เลือดเยอะไปหมด ค้างอยู่ซุ้มล้อหน้าของรถยนต์ฝั่งคนนั่ง ในภาวะหันออกมา บริเวณใบหน้ามีแผลเหวอะหวะ และก็ตาโพลงขึ้นจวนเจียนจะมองไม่เห็นตาดำ ผมและก็ แม่เกือบเป็นลมเป็นแล้งไปทั้งสอง กระทั่งมีสติได้ ผมก็เลยรีบโทรแจ้งหน่วยกู้ภัย มาดำเนินการต่อ.. หน่วยกู้ภัยประเมินว่า น่าจะเป็นจังหวะที่ ผมขับขี่รถไปทับร่างซ้ำ แล้วหัวกำเนิดกระเด็นหลุด ใกล้กับรถยนต์มาตั้งแต่เมื่อคืนนี้ เพราะว่าเมื่อคืนนี้หน่วยกู้ภัย หาท่อนหัวในจุดเกิดเหตุอย่างไร ก็หาไม่พบ..…

Read Post →

ตำนานพี่เจ็ด

ตำนานพี่เจ็ด ตำนาน-เรื่องหลอน

, , No Comment

ตำนานพี่เจ็ด
ตำนานพี่เจ็ด

ตำนานพี่เจ็ด ตำนาน-เรื่องหลอน

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ส่งมาจากคุณนิว เกิดขึ้นเมื่อราว 10 กว่าปีมาแล้ว ยุคที่คุณนิวยังเรียนอยู่ มัธยม5 ในโรงเรียนสตรีเอกชนแห่งหนึ่ง ในจังหวัด นนทบุรี ตึกเรียนจะมีอยู่ 3 ชั้น โดยข้างบนสุด จะเป็นห้องเรียนคอมฯ ห้องแลป ห้องศิลป์ รวมทั้งห้องนอนตอนกลางวัน ของน้องชั้นอนุบาล ซึ่งไม่มีห้องเรียนธรรมดาเลย ละเว้นแม้กระนั้นห้อง มัธยม5 สายวิทย์ที่คุณนิวเรียนนั่นเอง คุณนิวเล่าว่า..

วันเปิดเทอม มัธยม5 วันแรก กรุ๊ปพวกเราก็เข้าไปจองโต๊ะ ที่อยู่รอบๆมุมในสุด ข้างหลังห้อง คาบแรกไม่มีเรียน พวกเราก็รวมกลุ่มคุยเล่นกับเพื่อนพ้องๆเพราะว่าห้องพวกเราเป็นห้องเดียว ที่ถูกชูมาไว้ถึงชั้น 3 ชิดกับห้องนอนเด็กอนุบาล ซึ่งจะไม่มีคุณครู

เดินผ่านเลย ถ้าเกิดว่าไม่มีสอน.. ระหว่างที่คุยกันนั้น หนึ่งในสหายพวกเรา สังเกตุมองเห็นเก้าอี้ตัวหนึ่งถูกวางทิ้งเอาไว้ที่มุมข้างหลังห้อง ระหว่างที่สหายคนหนึ่ง กำลังจะเดินไปลากเก้าอี้ตัวนั้นมานั่งล้อมวงคุยกัน อาจารย์ประจำชั้นก็เดินเข้ามาพอดิบพอดี.. รวมทั้งภายหลังจากเรียนมาแทบอาทิตย์ คนภายในห้องก็สังเกตุว่า มีเพียงแต่ห้องนี้ห้องเดียว ที่ไม่มีนาฬิกาแขวนไว้หน้าห้อง ก็เลยคุยกับอาจารย์ว่าจะซื้อนาฬิกามาห้อยไว้มองกัน แต่ว่าคุณครูกลับพูดว่า ห้องนี้มีประเพณีไม่ให้ห้อยนาฬิกา แล้วก็บอกอีกว่า เก้าอี้ข้างหลังห้องตัวนั้นก็เหมือนกัน ห้ามไปนั่งหรือย้ายไปไหนทั้งหมด แต่ว่าก็มิได้บอกเหตุผลว่าเพราะเหตุใด

แล้วมีอยู่วันหนึ่ง ห้องพวกเรามีเรียนพิเศษ ราว 5 โมงเย็น กลุ่มพวกเราก็นั่งคอยในห้อง.. ธรรมดาคุณครูจะสอนด้วย ไมค์เขยื้อน รวมทั้งลำโพงจ้ะ ก่อนเริ่มสอน ผู้เรียนกำลังทยอยเดินเข้ามา อาจารย์ยืนหน้าห้อง โดยการเอาลำโพงวางเอาไว้ด้านบนโต๊ะอาจารย์ตัวหน้าสุด ที่ไร้คนนั่ง อาจารย์คนนี้เป็นคนอารมณ์ขันจ้ะ เป็นผู้ชาย ฮัมทำนองเพลงแม่นาค ใส่ไมค์ ในตอนนั้นก็เย็นแล้ว แถมบรรยากาศห้องเรียนยังเปลี่ยวอีก มีนักเรียนออกอาการโวยวายบอกอาจารย์ ให้เลิกเล่นเหอะไม่อย่างนั้นจะไม่เรียนด้วยแล้ว เพียงพออาจารย์หยุดฮัมเพลง ปรากฏว่าเสียงฮัมกลับไม่หยุด กลับมีเพศหญิงมาฮัมต่อ! ในช่วงเวลานั้นเอง ผู้เรียนคนหนึ่ง ที่พึ่งจะเดินเข้ามา ก็ร้องกรี๊ด~ แล้วชี้ไปที่โต๊ะอาจารย์ที่มีลำโพงวางอยู่ เป็นสัญชาตญาณที่เพื่อนฝูงในห้อง รวมทั้งคุณครูจะต้องหันมองตาม สิ่งที่ทุกคนมองเห็นเป็น.. มีเท้า เป็นเท้าเปล่า สีดำมอม ตั้งแต่ตอนหัวเข่าลงมา อยู่ใต้โต๊ะนั้น เสมือนมีคนนั่งอยู่ แม้กระนั้นตอนบนเหนือโต๊ะ กลับไม่มีผู้ใด! มองเห็นอย่างงั้น ผู้เรียนกว่า 20 คน รวมทั้งอาจารย์ ต่างวิ่งหนีออกมาหมดเลย.. แล้วก็ตอนนั้น เป็นครั้งที่พบจังๆโดยที่ทุกคนในห้อง เห็นภาพ รวมทั้งเสียงเหมือนกันหมด เรียกว่าผีหลอกเป็นหมู่คณะเลยจ๊า

ภายหลังจากหัวข้อนั้น.. พวกเราเองก็รู้จักรุ่นพี่ มัธยม6 อยู่บ้าง วันนึงได้โอกาสนั่งคุยเล่นกันข้างหลังเลิกเรียน เลยถามรุ่นพี่ถึงเรื่องนาฬิกา แล้วก็เก้าอี้ตัวที่อยู่ข้างหลังห้องนั้น รุ่นพี่กล่าวว่า หัวข้อนี้เกิดเรื่องที่เล่าต่อๆกันมานานมากรัม. ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาโดยประมาณ 10 รุ่น มีนักเรียนกรุ๊ปนึง ไปเล่นผีถ้วยแก้วในห้องนั้น แล้วอาจมิได้ประกอบพิธีเชิญชวนออก.. ต่อจากนั้นมา ก็เกิดเหตุแปลกกับห้องนี้หมายถึงทุกเทอม มัธยม4 ห้องสายวิทย์ ที่จะต้องย้ายขึ้นมาเรียนห้องนี้ ควรจะมีสมาชิก 1 คนแสมอ ที่จะมิได้ขึ้นมาเรียน อาทิเช่นเสียชีวิต หรือลาออก เป็นแบบนี้มาทุกปี พวกอาจารย์เลยทดสอบโดยการ เอาเก้าอี้ส่วนเกินมาวางไว้ข้างหลังห้อง รวมทั้งห้ามคนไหนกันไปนั่งเป็นการแก้เคล็ด ซึ่งปรากฎว่าเห็นผล เลยวางไว้อย่างนั้นตลอดมา.. ส่วนเรื่องนาฬิกา แม้ว่าจะมีเก้าอี้แก้กลยุทธ์แล้ว แม้กระนั้นเมื่อยุคในขณะที่ยังมีนาฬิกาห้อยอยู่ ทุกๆยามเช้านาฬิกาชอบหยุดเดินที่เลข 7 เสมอ ไม่ว่าจะพึ่งจะเปลี่ยนแปลงถ่าน หรือซื้อมาแปลงใหม่รวมทั้งตาม เลยตัดรำคาญ โดยการไม่ห้อยเสียเลยดีมากยิ่งกว่า.. และก็แต่ละรุ่น มักพบเรื่องราวเชิญชวนขนหัวลุก ในห้องนี้มากมายน้อยแตกต่างกันไป แล้วก็แล้วต่อจากนั้น ได้ตั้งเป็นคำนามที่ใช้เรียก แทนอะไรบางอย่างในห้องนั้นสั้นๆว่า ‘พี่เจ็ด’

และก็ในตอนปีที่พวกเราเรียนห้องนั้นมา ก็มีเพื่อนฝูงในห้องพวกเรา ที่เคยพบเรื่องสยองของ ‘พี่เจ็ด’ หลายคราว เป็นต้นว่าถ้าเกิดคนใดมาสถานศึกษารุ่งเช้าสุด ก่อนเดินไปเปิดประตู เพียงพอมองดูลอดหน้าต่างเข้าไป ก็จะมองเห็นเท้าของพี่เจ็ด แขวนลงมาจากฝ้าเพดาน! บ้างก็เล่าว่า เคยกลับมาถือของช่วงค่ำก่อนกลับไปอยู่บ้าน ก็จะมองเห็นเงาดำๆนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวข้างหลัง เลยไม่กล้าเข้าไปเอาของ ทิ้งของไว้แบบงั้น..

ทุกคนตรงนี้.. ต่างเคยฟังเรื่องเล่าของ ‘พี่เจ็ด’

บางบุคคล.. เคยได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลจาก ‘พี่เจ็ด’

แต่ว่าน้อยคน.. ที่จะเคยได้เห็น ‘พี่เจ็ด’ แสดงตัว

Read Post →

ด้ายแดง

ด้ายแดง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

, , No Comment

ด้ายแดง

ด้ายแดง เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ผมเคยเรียนที่มหา วิทยาลัย​ติด​ทะเล แห่งหนึ่ง​ในจังหวัด​ชลบุรี​ เรื่อง​นี้​เกิดขึ้น​ประมาณ​ปี 2550-51 จำ​ปี​ไม่​แม่น ตอน​นั้น​ผม​เป็น​องค์​การ​นิสิต​ ปกติ​เรา​จะ​นั่ง​ประจำ​กันอยู่​ที่​ชั้น​ 2 ​ใน​ห้อง​ของ​เราจะ​มี​หลาย​ฝ่าย​หลาย​โต๊ะ​ วัน​นั้น​มี​ประชุม​ตอนประมาณ​ 2 ​ทุ่ม ​เรียกว่า​มา​กัน​เกือบครบ​ ขาด​เพียงน้อง​คนนึงที่​ไม่ได้​มา​ น้องคนนี้​ชื่อว่า ​หนึ่ง เรียน​วิทย์​กีฬา​.. จนกระทั่ง​ประชุม​เสร็จก็​แยกย้าย​กัน​ไป​ทำ​อย่าง​อื่น​ จน​​ลืม​ถาม​ไถ่​น้องหนึ่ง​ไปเลย ลองเช็ค​ใน Hi5 ก็​ไม่ได้​อัพเดทอะไร​เพิ่ม​ ใน MSN ก็​ไม่​ออนไลน์​ ในห้องตอนนั้น​เหลือ​กัน​อยู่​ 3-4 ​คนทำงานต่อ​

จน​กระทั่ง​เช้า​อีก​วัน​ น้อง​หนึ่ง​เดิน​เข้ามา​ใน​ห้อง​องค์การ​ด้วย​หน้าตา​ง่วงๆ เราทักทาย​กัน​ปกติ​ จนผม​ถามน้อง​ว่า​เมื่อคืนหาย​ไป​ไหน​มา?​ และ​นี่​คือ​สิ่ง​ที่​น้องหนึ่ง​ได้​เล่า​ให้​ฟังครับ..

ธรรมดา​ที่​วิทย์​กีฬา​จะ​มี​วิชา​ที่​จำต้อง​เรียน​กับ​คุณครู​ใหญ่​ที่​อาคาร​วิทย์​หมอ​ ศึกษาเล่าเรียน​ระบบ​กล้าม​ต่างๆเมื่อวานนี้​ผมมี​เรียน​ที่​โน่น ​แม้กระนั้น​พอเพียงเรียนเสร็จสหายผม​ดันลืม​ของ​เอา​ไว้​บน​อาคาร เลย​ชักชวนผมไป​เอาของ​ตอน​มืด​แล้ว เพียงพอ​ไป​ถึง​ก็​หยุด​รถยนต์​หน้า​อาคาร​ แต่ว่า​อาคารมัน​ปิด​แล้ว ​เลย​ถาม​กับ​ยามด้านล่าง​ว่า​ ‘ขออภัยนะครับ ขอเข้า​ไป​เอา​ของบนอาคาร​ได้​ไหม? พอดิบพอดีลืมของไว้..’ ยาม​บอก ​‘เปิด​ให้​มิได้​ จำต้อง​มี​คุณครู​มา​บอก​ให้​เปิด ​ถึง​จะเปิดให้ได้..’ สหายผมอ้อน​วอนอยู่​นาน ​ไม่รู้เรื่อง​ว่า​ยาม​อารมณ์เสีย​ หรือ​หัวใจ​อ่อน​ถึงได้​ยอม​เปิด​ให้​ แม้กระนั้นน้ายามมึงจะขอพาเดินไปด้วย แล้วยามก็​พาเพื่อนพ้องผม​เข้าไป​ใน​อาคาร ​ส่วนผมคอยด้านนอก

น้ายามพาเพื่อนผมไปกดลิฟท์ เพื่อขึ้นไป​ยัง​ชั้น​ที่​เรียน​ ​พอประตูลิฟท์เปิด ยาม​เดิน​ออกมา​เปิด​ไฟ​ให้แล้ว​ยืน​รอ​หน้า​ลิฟท์ บอกให้​เพื่อน​ผม​รีบ​ไป​หยิบ​ของ​​ ด้วย​ความ​กลัว​เนื่องจาก​ใน​ห้อง​มี​แต่​อาจารย์​ใหญ่​ มันจึง​รีบ​วิ่ง​ด้วย​ความ​รวดเร็ว​ จนตอนวิ่งกลับมา​ ยาม​ปิด​ไฟ​หมด​แล้ว​ เหลือ​ไว้​แต่​ไฟ​ใน​ลิฟท์ที่​สว่าง​ออกมา​ พร้อมกับเอามือ​​​จับกัน​ประตู​ลิฟท์​ไว้​ไม่​ให้​​ปิด​ แล้วเพื่อนผมก็เข้าไปในลิฟท์ ใน​ขณะที่​ลิฟท์กำลัง​​ลง​ น้า​ยามแก​ถามเพื่อนผม​​ว่า ‘เรียน​กับ​อาจารย์​ใหญ่​ด้วย​เหรอ?’ เพื่อนก็ตอบว่า ‘ใช่ครับ’ น้ายามถามต่อว่า ‘แล้ว​รู้​ไหม​ว่า​อาจารย์​ใหญ่​เขา​ผูก​ด้าย​สี​อะไร?’ เพื่อนก็ตอบว่า ‘ผม​เห็น​ที่​ข้อมือ​เป็น​สีแดง​นะ​ครับ’ น้า​ยาม​พยักหน้ารับ ​แล้ว​ยก​มือของ​ตัวเองขึ้น​มา​ถาม​เพื่อน​ผมว่า ‘ใช่​แบบ​นี้​หรือเปล่า?’ เท่านั้นล่ะครับ เพื่อนผมมันวูบไปทันทีเลย

ผมที่รออยู่ข้างล่างก็แปลกใจว่าทำไมเพื่อนมันไปนานจัง จน​กระทั่งมี​ยาม​อีกคนเดิน​มา ​ถามว่า​มา​ทำ​อะไร?​ (ยามคนนี้​เดิน​ไป​ฉี่​เพิ่ง​มา) ผม​จึง​รีบ​ให้​​ยามคนใหม่​​พา​เข้าไป​หา​เพื่อน​ข้าง​ใน ​เพราะ​หาย​ไป​นาน​จน​ผิดสังเกต​ ปรากฏ​ว่าผมไปเจอ​เพื่อนมัน​สลบ​อยู่​ใน​ลิฟท์​คนเดียว​ น้า​ยาม​ที่​พา​เข้าไป​ตอน​แรก​ก็​ไม่อยู่​ เลย​รีบหามพา​มัน​ไป​โรงพยาบาล​ของ​มหาวิทยาลัย​ แล้วก็อยู่​เฝ้า​มันจน​เช้านี่ล่ะครับ ​เพราะ​เพื่อน​ผมมันบอกมันอยู่​คนเดียว​ไม่ได้​ แล้วเมื่อเช้านี้​เอง ที่มันมาเล่าเหตุการณ์ที่เจอในตึก​เมื่อคืนให้​ฟัง.. แล้วมารู้ที่หลังจากยามว่า สงสัยเพื่อนผมมันจะเจออาจารย์ใหญ่ ที่เป็นยามเก่าที่อุทิศตัวเพื่อนนักศึกษาแพทย์ล่ะมั้ง

ขอขอบคุณแหล่งที่มา thehouse.online…

Read Post →

อาแปะกับแมวดำ

อาแปะกับแมวดำ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

, , No Comment

อาแปะกับแมวดำ

อาแปะกับแมวดำ

อาแปะกับแมวดำ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ส่งมาจากน้องจีเกรส โดยน้องจีเกรสเขียนมาว่า.. สวัสดีค่ะ เรามีประสบการณ์ ที่เกิดกับตัวเอง สมัยเรายังอายุแค่ 4-5 ขวบ ซึ่งมาตอนนี้ เราก็จำไม่ค่อยได้เท่าไหร่ แต่แม่ของเรา เป็นคนเล่าให้เราฟังอีกที แม่บอกว่า ตอนนั้น เราย้ายมาอยู่คอนโด แถวย่านบางกะปิ ห้องอยู่ชั้น 5 อาศัยอยู่กับป้า แล้วก็แม่ค่ะ.. เราชอบทักว่าเห็น แมวดำ หลายๆ ตัว แถวบริเวณคอนโด ทั้งๆ ที่คอนโดก็ไม่ได้อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ ทีแรกแม่เราก็นึกว่า เราไปเล่นกับแมวที่อื่นมา แล้วเพ้อ..

แต่พักหลังๆ แม่เห็นว่าเราทักบ่อยเกินไป จนแม่ชักใจไม่ดี เลยถามเราว่า ‘แมวดำที่เห็นมีกี่ตัว แล้วเป็นยังไง?’ เราตอบแม่ไปว่า ‘หลายตัวเลย ประมาณ 5-6 ตัว แต่ละตัวมีเลือดออกด้วย น่าสงสารมากๆ เลย’ แม่ตกใจมาก จนวันรุ่งขึ้นพาเราไปวัด ทำบุญ ปล่อยปลา อโหสิกรรม ให้เจ้ากรรมนายเวร ทุกอย่าง แต่พอกลับมาที่คอนโด เราก็ยังทักอีกว่ามีแมวดำ.. และหนักว่านั้นคือ เราบอกแม่ว่า แมวดำพวกนี้ ตามขึ้นมาเล่นกับเราที่ห้องอีกด้วย.. ตอนนั้น แม่รีบมาพาเราเข้าห้องนอน สวดมนต์ แล้วให้นอนเลยค่ะ..

และคืนนั้น.. อยู่ๆ เราก็ลุกขึ้นมาเล่นคนเดียว ที่ห้องรับแขก เราร้องเสียงเหมียวๆ เหมือนเรียกแมวด้วย.. แม่เราได้ยินเข้า ก็เลยออกมาดู แม่ถามว่าเราเล่นอะไร? เราตอบว่า ‘เล่นกับแมว แมวของอาแปะคนนี้ไง อาแปะพาแมว มาให้เล่นเต็มเลย’ แม่ตกใจมาก ตอนนั้นป้าก็ตื่นมาอีกคน ป้าเลยถามว่า อาแปะคนไหน? เราตอบว่า ‘อาแปะเขาตัวเปียกด้วย ยืนอยู่ตรงประตู เขาพาแมวมาเล่นกับหนูทุกวันเลย..’ แม่ กับป้าตกใจมาก เพราะไม่มีใครเห็น ทั้งแมว และอาแปะ.. แม่รีบดึงเรามากอด แล้วสวดมนต์ใหญ่เลยค่ะ ช่วงนั้น แม่พาไปทำบุญอยู่เรื่อยๆ ค่ะ แม่เรากลัวมากๆ

แต่เหตุการณ์ ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลยค่ะ.. มีคืนนึงเราตื่นขึ้นมาแหกปากร้องไห้ แม่ กับป้า ก็ตื่นมาถามเราว่าเราเป็นอะไร? เราบอกว่า เห็นแมวดำหลายตัว เลือดไหลท่วม ตาแดง น่ากลัวมากๆ อยู่ในห้อง แล้วเราก็แหกปากร้องไห้ตลอดเลย แม่ต้องลูบหน้า ลูบหลัง บอกขวัญเอ้ย ขวัญมาตลอด ป้าก็สวดมนต์ค่ะ แล้วเราก็พูดขึ้นมาอีกค่ะ คราวนี้แม่ถึงกับร้องไห้เลย เราบอกแม่ว่า ‘อาแปะ จะชวนเราไปอยู่ด้วย!’ คืนนั้นนอนไม่หลับกันทั้งแม่ ทั้งป้า มีเราหลับอยู่คนเดียว.. ร้องไห้เหนือยจนหลับไปเลย

วันต่อมา แม่ ป้า กับเรา ก็ลงไปที่สำนักงานของคอนโด ก็เลยได้มารู้ประวัติว่า เมื่อปีก่อน อาแปะคนนั้น แกเคยอยู่ที่นี่ อยู่คนเดียว สงสัยลูกจะทิ้ง เพราะเห็นลูกหลานไม่เคยมาเยี่ยมเลย แกก็คงจะคิดถึงหลาน เพราะเห็นชอบไปเล่นกับเด็กๆ แกคงเหงา เลยแอบเลี้ยงแมวไว้เป็นเพื่อน.. จนวันนึง มีคนวางยาแมวแกตายหมด แล้วเอาไปทิ้งที่ถังขยะหลังคอนโด หลังจากนั้น ก็ไม่เห็นอาแปะอีกเลย จนสุดท้ายมีคนพบว่า แกจมน้ำตาย อยู่ที่คลองด้านหลังตึก ซึ่งไม่ทราบว่าแกฆ่าตัวตายหรืออะไร..

หลังจากนั้น แม่พาไปทำบุญกรวดน้ำ ให้อาแปะคนนั้น ให้ไปสู่สคติค่ะ และขอด้วย ว่าอย่าเอาเราไปเลย.. แล้วแม่ กับป้า ก็พาเราย้าย ไปหาที่อยู่ใหม่เลยค่ะ.. ตอนที่แม่เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เรากลัวมากค่ะ จำแทบไม่ได้ว่าตอนเด็กๆ เคยเจอเรื่องเเบบนี้..

 

ขอขอบคุณแหล่งที่มา thehouse.online…

Read Post →

นางตะเคียน

ตำนาน-เรื่องหลอน นางตะเคียน

, , No Comment

นางตะเคียน

นางตะเคียน

ตามตำนานพื้นบ้านของไทย นางตะเคียน เป็นผีผู้หญิง สิงสถิตอยู่ในต้นตะเคียน

บริเวณผืนป่าที่ผีนางตะเคียนสิงสู่อยู่จะสะอาดสะอ้านเหมือนมีคนมาปัดกวาดอยู่เสมอๆ ก็คงเหมือนกับคนอยู่บ้านต้องออกมาปัดกวาดหน้าบ้านตัวเองให้สะอาดอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

นางตะเคียนมักมีรูปร่างหน้าตาสะสวย หมดจดงดงาม ผมยาว ห่มสไบ ใส่ผ้าถุง บางที่ก็ว่าแต่งตัวเหมือนสาวบ้านป่าทั่ว ๆ ไป ผีนางตะเคียนมักจะเป็นจำพวกหวงที่อยู่ และจะดุร้ายมากหากใครคิดจะรุกรานที่อยู่ของตน

ผู้คนที่มีความเชื่อเรื่องนี้ มักเชื่อว่าต้นตะเคียนมักมีผีนางตะเคียนสิงอยู่ การจะนำเอาต้นตะเคียนมาขุดเป็นเรือ (เรือสมัยก่อนใช้วิธีขุดขึ้นจากต้นไม้ทั้งต้น) หรือนำไม้ตะเคียนมาสร้างบ้าน จำเป็นจะต้องทำพิธีบวงสรวงขออนุญาตจากนางตะเคียนก่อน ทั้งนี้ เมื่อต้นตะเคียนที่ถูกนำมาแปรสภาพเป็นยานพาหนะ หรือสิ่งปลูกสร้างแล้ว นางตะเคียนที่สิงสถิตอยู่ในต้นตะเคียนนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงสถานะตามไปด้วย เช่น ถ้าเป็นเรือ นางตะเคียนก็จะกลายเป็นแม่ย่านางเรือ หรือ ถ้าเป็นบ้าน นางตะเคียนก็จะเป็น เจ้าที่ หรือ ผีบ้านผีเรือน…

Read Post →

มนตร์ดำเขมร

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน มนตร์ดำเขมร

, , No Comment

มนตร์ดำเขมร

มนตร์ดำเขมร

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน มนตร์ดำเขมร

ถามว่าไทยเรามีมนต์ดำ ไสยเวท ไหม ตอบได้เลยว่ามีแน่นอน แต่อาจจะซ่อนอยู่ในส่วนลึกของสังคมที่คนทั่วไปไม่รู้จัก แต่ถามว่าถ้าพูดถึงมนต์ดำทำไมต้องเป็นมนต์ดำเขมร คำตอบก็คือ เขมร เป็นชนชาติที่ได้รับการสืบทอดส่งต่อกันมาเรื่องของพิธีกรรมทางไสยเวทย์ การบูชายัญ พิธีกรรม ต่างๆนานาพวกเค้าทำกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ยิ่งถ้าเราเคยเห็นปราสาทขอม ปราสาทนครวัดนครธมล่ะก็จะเห็นว่า มนต์ขลังของพวกเค้าไม่เคยเสื่อมคลายไปเลยแม้ว่าจะผ่านการสร้างมาเป็นร้อยปีก็ตาม นั่นทำให้หลายคนเชื่อว่า เขมร เป็นแหล่งรวมมนต์ดำไสยเวทที่กล้าแกร่งที่สุดแห่งหนึ่ง

มนต์ดำเขมรเครื่องมือในการต่อสู้

มองย้อนกลับไปในยุคก่อนประวัติศาสตร์ หรือ ช่วงประวัติศาสตร์ก็ตาม เรื่องการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันในหมู่นักการเมือง ข้าราชการ หรือแม้แต่ขุนนางราชวงศ์เองเป็นเรื่องที่มีอยู่ในทุกยุคสมัย ไม่นับรวมการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจกับแคว้นอื่น เมืองอื่นที่ต้องสู้กันอยู่แล้วเพื่อคุ้มครองจนถึงขยายดินแดนอาณาเขตของตัวเอง เชื่อ หรือไม่ว่าอาวุธบนการศึกสงครามก็อย่างหนึ่ง แต่การต่อสู้ด้วยการใช้มนต์ดำไสยเวทย์เองก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่แต่ละฝ่ายหยิบขึ้นมาเพื่อทำร้ายฝ่ายตรงข้าม ข้อดีของการใช้เครื่องมือมนต์ดำไสยเวทย์ก็คือ สามารถยิงตรงเข้าไปถึงเป้าหมายเลยได้ แถมยังไม่มีหลักฐานหลงเหลือถึงต้นตอคนทำด้วย แม้ว่าจะรู้ว่าใครแต่ก็ไม่มีอะไรมายืนยันได้ นั่นทำให้มนต์ดำกลายเป็นเครื่องมือที่หยิบขึ้นมาใช้ได้จนถึงทุกวันนี้

มนต์ดำทางด้านเสน่ห์

ทีนี้เรามาดูกันว่า มนต์ดำไสยเวท ของเขมรนั้นมีอะไรบ้าง อย่างแรกเลยเป็นมนต์ดำเกี่ยวกับเรื่องเสน่ห์ยาแฝด มนต์ดำกลุ่มนี้จะทำให้เป้าหมายหลงใหลในรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายแบบโงหัวไม่ขึ้น ขาดสติ พร้อมจะมอบทุกอย่างให้แบบไม่มีไตร่ตรอง จะคิดถึงคนคนนั้นตลอดเวลา โมโหร้ายเวลามีใครทักท้วงหรือไม่ได้เจอ ซึ่งมนต์ดำชนิดนี้จะใช้ในเรื่องของชู้สาว เมียน้อยต้องการมัดใจผัว หรือ ต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สนใจกิจการงาน ลุ่มหลงแต่นารีจนเสียการเสียงาน ก็มีด้วยเหมือนกัน

อีกมนต์ดำเขมรชนิดหนึ่งที่คล้ายกัน เป็นการสร้างภาพหลอน จิตหลอน ให้เป้าหมายตกอยู่ในอาการหวาดกลัว มองเห็นสิ่งที่ประหลาดตลอดเวลาทั้งยามหลับ ยามตื่น ผลก้คือทำให้สภาพจิตใจหวาดระแวงไม่สามารถพูดคุยกับใครได้เลย สภาพร่างกายก็อ่อนแอเนื่องจากพักผ่อนน้อย สุดท้ายอาจจะล้มป่วย หรือ เสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาทั้งทางโลก และ ทางไสยเวทย์

มนต์ดำทางด้านการทำร้ายร่างกาย มนต์ดำชุดต่อไปของกลุ่มไสยเวทย์จากทางเขมร จะเป็นกลุ่มที่ทำร้ายร่างกายเป้าหมาย โดยอาจจะเป็นการทำร้ายแบบเบื้องต้นพอให้ได้หลาบจำ เป็นเพียงแค่การทักทายเท่านั้น จนถึงระดับที่เริ่มรุนแรงขึ้นอย่าง การเสกตะปู เสกหนังควาย เข้าท้องของแบบนี้เป็นเรื่องจริง ฝ่ายเป้าหมายที่โดนกระทำแบบนี้จะรู้สึกปวดท้องจนเหมือนมีเข็มนับพันเล่มแทงอยู่ในท้อง ทางแก้ก็คือต้องไปหาหมอไสยเวทย์ หรือ พระอาจารย์ที่มีคาถาอาคมปัดเป่าไล่สิ่งที่ไม่ดีออกไป ขั้นสูงสุดของกลุ่มมนต์ดำนี้ก็คือ ยาสั่งตาย ที่สามารถฆ่าเป้าหมายได้เลย นี่แหละความน่ากลัวของมนต์ดำเขมร

ขอขอบคุณแหล่งที่มา thehouse.online…

Read Post →

สรุปว่ามือใคร

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน สรุปว่ามือใคร

, , No Comment

สรุปว่ามือใคร

สรุปว่ามือใคร

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน สรุปว่ามือใคร

เรื่องนี้เป็นเรื่องของคุณปิง คุณปิงมีแฟนชื่อตั้ม ซึ่งก็คบกันมาได้เกือบปีแล้ว ตั้มเป็นคนจังหวัดนครราชสีมา ที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ช่วงวันหยุดสงกรานต์เมื่อปี 2552 ตั้มก็ชวนปิงกลับบ้านที่ ต่างจังหวัด จะพาไปแนะนำให้ที่บ้านรู้จักเป็นครั้งแรก ปิงก็ไม่ได้ติดขัดอะไร ก็ไปด้วยกัน และเรื่องก็เกิดขึ้นที่บ้านที่ต่างจังหวัดของตั้มนี่เอง โดยคุณปิงเล่าว่า..

วันที่ปิงไปถึงบ้านตั้มครั้งแรก ก็จะตกใจนิดหน่อย เพราะบ้านตั้มจะอยู่ลึกเข้าไปในทางขึ้นเขาใหญ่ ซึ่งค่อนข้างเงียบสงบมาก ที่บ้านตั้มก็จะมีคุณแม่ กับพี่ชายของตั้ม อยู่กันแค่ 2 คน ส่วนคุณพ่อของตั้มเสียไปนานแล้ว ทุกอย่างก็ราบรื่นดี ไม่มีอะไร ทุกคนต้อนรับปิงดีมากๆ คืนนั้น.. ปิงก็นอนกับตั้ม ที่ห้องตั้ม ซึ่งเป็นลักษณะห้องนอนที่มีห้องน้ำในตัว แต่ด้วยความที่ปิงเป็นคนขี้กลัว เวลาเปลี่ยนที่นอนก็มักจะฝันร้ายบ่อยๆ ปิงเลยบอกตั้มว่า คืนนี้ยังไงก็ เปิดไฟห้องน้ำไว้ แล้วนอนจับมือปิงไว้ตลอดแล้วกันนะ ห้ามปล่อย เพราะปิงว่า บรรยากาศแถวนี้มันดูน่ากลัว.. ตั้มก็น่ารัก ไม่เคยขัดอยู่แล้ว คืนนั้นก็จับมือกันนอนจนหลับไปทั้งคู่..

กลางดึกคืนนั้น.. ปิงงัวเงียตื่นขึ้นมา เพราะรู้สึกว่า ตั้มบีบมือค่อนข้างแน่นไปหน่อย เลยพยายามแกะมือตั้ม และสะบัดออก.. จังหวะนั้นเอง เสียงกดชักโครกก็ดังขึ้น ปิงก็งง ว่าใครมาเข้าห้องน้ำ? สักพักก็เป็นเสียงเปิดลูกบิดออก พร้อมกับตั้มเดินออกมา! ปิงตกใจมาก พร้อมกับหันไปข้างๆ กลับเป็นที่นอนว่างเปล่า.. แล้วเมื่อกี้ มือใครกัน..? ตั้มเห็นปิงตกใจ ก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ปิงก็ไม่ได้เล่าอะไร ตอนนั้นปิงก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ แต่พยายามไม่คิดอะไร แล้วนอนจับมือตั้มต่อจนหลับไปอีก..

และจู่ๆ ช่วงเกือบเช้า ปิงก็ต้องตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เพราะอะไรไม่รู้ และปิงรู้สึกว่า มือตั้มไม่ได้จับปิงอยู่ ปิงจึงควานหามือตั้มมาจับไว้อีก และอีกครั้งที่เสียงชักโครกดังขึ้น ปิงหันไปข้างๆ ทันที ก็เห็นตั้มนอนอยู่.. แล้วครั้งนี้ ใครเข้าห้องน้ำ..? ปิงปล่อยมือตั้ม และตัดสินใจลุกไปดูที่ห้องน้ำ ขณะนั้นเอง ประตูห้องน้ำก็เปิดออก พร้อมกับตั้มเดินออกมา! ปิงตกใจมาก และรีบมองไปที่เตียง แต่กลับไม่มีใคร.. จากนั้นปิงรีบกลับไปนอน และก็สวดมนต์ทันที

เช้าวันต่อมา.. ปิงเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนในบ้านตั้มฟัง และคุณแม่ตั้มก็เลยบอกว่า ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้มานานแล้ว ตั้งแต่คุณพ่อตั้มเสียไป.. คุณแม่พูดต่อ ปนหัวเราะ เหมือนเป็นเรื่องปกติอีกว่า บ้านนี้คุณพ่อเคยเลี้ยงกุมารเอาไว้ สมัยที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ ใครมาก็ชอบโดนแกล้งอะไรแปลกๆ ยังงี้เสมอล่ะ ซนจริงๆ…

Read Post →

สายเรียกซ้อน

สายเรียกซ้อน เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

, , No Comment

สายเรียกซ้อน

สายเรียกซ้อน

สายเรียกซ้อน เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เรื่องนี้เป็นเรื่องของคุณน้ำ น้ำอาศัยอยู่กับแม่ 2 คน ที่จังหวัดนครสวรรค์ พ่อน้ำเสียไปแล้วตั้งแต่เด็กๆ และน้ำก็ได้เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ และก็ทำงานต่อเลย.. ทุกๆ วันแม่จะโทรมาหาน้ำ ถามว่า ทำอะไรอยู่ กินอะไรรึยัง นอนรึยัง คำถามเดิมๆ ที่แม่ก็ไม่เคยเบื่อที่จะถาม.. และน้ำก็ตอบไปแบบเดิมๆ ใช้เวลาคุยกับแม่ครั้งนึงไม่กี่นาที น้ำก็ตัดบทวางไป.. ตอนนั้นน้ำเพิ่งมีแฟน ชื่อพี น้ำใช้เวลาส่วนมาก หมดไปกับการคุยโทรศัพท์กับพี.. และด้วยความที่ต้องทำงานหนัก กับติดแฟน ทำให้น้ำแทบไม่ได้กลับบ้านไปหาแม่เลย

คุณน้ำเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยน้ำเสียงสั่นว่า.. คืนวันหนึ่งขณะเราคุยโทรศัพท์กับพี แม่ก็โทรมาหาเป็น สายซ้อน เราก็ไม่ได้รับ เพราะคิดในใจว่า ก็คงโทรมาถามสารทุกข์สุขดิบเหมือนทุกวัน หลังจากวางสายจากพี เราก็นอนหลับโดยที่ก็ไม่ได้โทรกลับหาแม่

พอเช้ามา เราก็ตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์ เป็นอาของเราโทรมาหาด้วยเสียงสั่นๆ บอกว่าตั้งใจฟังดีๆนะ.. เมื่อคืนนี้โจรขึ้นบ้านแม่ และแม่ก็ขัดขืน ต่อสู้ จนกระทั่งถูกแทงเข้าที่ท้องเสียชีวิต แต่ตอนที่ไปเจอศพ แม่แกถือโทรศัพท์อยู่แน่นเลย และในรายการโทรออก กลับไม่มีเบอร์ตำรวจหรือ เบอร์โรงพยาบาล มีแต่เบอร์ของเรา.. เมื่อเราได้ยินแบบนั้น น้ำตาเราก็ไหลอาบแก้มทันที เพราะสายซ้อนเมื่อคืน คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่แม่ต้องการ คือได้ยินเสียงของเรา เพื่อบอกลา..

หลังจากนั้น ที่งานศพแม่ที่นครสวรรค์.. ขณะที่เรากับพี เข้าไปจุดธูปไหว้ที่โลงศพแม่ จู่ๆ ไฟก็ดับทั้งศาลา มืดไปหมด ทุกคนในงาน ต่างก็ใช้ไฟจากมือถือส่องกัน เราก็ไม่ได้คิดอะไร ก็ไหว้ต่อจนเสร็จ สักครู่เดียวไฟก็ติดขึ้นมาอีกครั้ง เราก็เห็นพีนั่งหน้าซีด เลยถามว่าเป็นอะไร? พีบอกว่า เมื่อกี้ตอนที่เราไหว้โลงศพ พอไฟดับแล้วพีเปิดไฟที่มือถือขึ้นมา พีส่องเห็นตรงที่ที่เราก้มกราบลงไป มีเท้าคนยืนอยู่ และก็มีน้ำหยดลงมาที่พื้น แต่พอมองขึ้นไปกลับว่างเปล่า และไฟก็ติดขึ้นมา..

ตอนนั้นฟังดูน่ากลัว แต่เรากลับไม่มีความกลัวเลย แต่กลับรู้สึกเศร้าจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เพราะนั่นคงจะเป็นวิญญาณของแม่เรา มายืนร้องไห้อยู่ตรงหน้าเราก็เป็นได้.. ถึงตรงนี้ เราจะรู้ว่าสิ่งใดสำคัญ ก็ต่อเมื่อเราต้องเสียมันไปแล้ว.. ทุกวันนี้เรานั่งมองโทรศัพท์ รอที่จะตอบคำถามเดิมๆให้แม่ฟัง แต่คงไม่มีอีกแล้ว

ขอขอบคุณแหล่งที่มา คุณน้ำ…

Read Post →