Monthly Archives For พฤษภาคม 2020

นอนเต๊นท์กับผี

นอนเต๊นท์กับผี เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

, , No Comment

นอนเต๊นท์กับผี

นอนเต๊นท์กับผี 

นอนเต๊นท์กับผี เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เมื่อสมัยผมวัยรุ่นมักจะติดสอยห้อยตามน้าชายไปเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงที่ผมปิดเทอมเป็นประจำ สมัยก่อนโรงแรมหายาก ยิ่งไปเที่ยวตามป่าเขาไม่ต้องพูดถึง ไม่มีเลยซักที่ น้าชายกับเพื่อนจึงตั้งแคมป์กางเต็นท์ทุกครั้ง ซึ่งผมก็ชอบนะได้ทำอาหารเองล้อมวงคุยกันสนุกอีก

วันหนึ่งในช่วงปิดเทอมหน้าร้อนน้าชายกับเพื่อนได้จัดทริปไปจังหวัดหนึ่งซึ่งผมก็ไม่พลาดที่จะไปด้วยแน่นอน ครั้งนี้ไปกันทั้งหมด 8 คน เอารถจี๊บไป 3 คัน เราไปไหว้พระเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ตามธรรมชาติพอตกเย็นก็หาที่กางเต็นท์นอนในป่า สมัยก่อนยังไม่จัดที่กางเต็นท์เป็นที่เป็นทางเหมือนสมัยนี้ ถ้าเจอทำเลดี​ ๆ ก็จอดรถกางเต็นท์พักกันเลย

เราเที่ยวกันหลายวันจนถึงวันกลับ วันนั้นผมจำได้ว่าออกจากวัดสุดท้ายที่อยู่ในแผนเที่ยวช่วงประมาณบ่ายโมง พวกเรามาประชุมแผนการเดินทางกลับกันที่จอดรถของวัด สรุปกันว่าจะหาที่กางเต็นท์นอนกันอีกคืนหนึ่งเพราะเหนื่อยล้าจากการเที่ยวมาหลายวัน ถ้าจะขับรถกลับบ้านเลยคงไม่ไหวเพราะจากการคำนวณเวลากับระยะทางคงถึงบ้านเกือบเช้าแน่​ ๆ อีกทั้งสมัยก่อนถนนหนทางก็ไม่ได้ดีเหมือนสมัยนี้แถมไฟตามถนนก็มีไม่มาก ถ้าขับรถตอนกลางคืนกลัวจะเกิดอันตราย

รถพวกเราสามคันขับตามกันไปเรื่อย​ ๆ คิดว่าเจอทำเลดี​ ๆ ข้างหน้าก็ค่อยจอดปักหลักกางเต็นท์ แต่ขับรถลัดเลาะไปตามป่าตั้งแต่บ่ายโมงกว่า​ ๆ จน 4 โมงเย็นพวกเราก็ไม่เจอทำเลที่พักดี​ ๆ เลยสักที่ บางครั้งเจอลานกว้างจอดรถไปสำรวจดูก็มีรังมดเต็มไปหมด จน 5 โมงเย็นตะวันเริ่มจะโพล้เพล้ก็ยังหาจุดกางเต็นท์เหมาะ​ ๆ ไม่ได้ จนน้าชายพูดขึ้นมาว่า “สงสัยคืนนี้จะได้นอนในรถกันซะแล้วมั้งมึง เจ้าป่าเจ้าเขาผีป่าผีเขาหาที่นอนให้ลูกหน่อยเถิด ลูกขับรถจะไม่ไหวแล้ว” ผมหันขวับมองหน้าน้าชายทันทีที่ไม่ใช่เพราะพูดถึงเจ้าป่าเจ้าเขา แต่ผมมาขนลุกตรงที่เอ่ยถึงผีป่าผีเขานี่แหละ

ขณะที่น้าขับรถไปเรื่อย​ ๆ สายตาผมก็เหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งแต่ตัวมอซอเสื้อผ้าเก่า​ ๆ ยืนอยู่หลังต้นไม้แต่พอรถผ่านแล้วผมหันหลังกลับไปมองก็ไม่เห็นแล้ว ผมคิดว่าคงตาฝาดไปแต่พอหันกลับมาผมก็รีบบอกให้น้าชายจอดรถเพราะผมเห็นลานโล่งอยู่ทางซ้าย น้าชายบีบแตรเป็นสัญญาณให้รถอีกสองคันหยุดแล้วเดินลงไปสำรวจที่กัน พอเดินไปดูก็เห็นว่าเป็นที่โล่งแล้วรอบลานนั้นก็เป็นลำธารล้อมรอบ พวกเราจึงตัดสินใจพักที่นี่กัน

พวกเราแบ่งหน้าที่กันส่วนหนึ่งกางเต็นท์ส่วนหนึ่งหาฟืนมาทำกับข้าว กว่าจะเสร็จเกือบสองทุ่มก็มานั่งกินข้าวกันรอบ​ ๆ กองไฟที่ก่อไว้ หลังกินข้าวเสร็จก็นั่งดื่มนั่งคุยกันไปจนสี่ทุ่มกว่า​ ๆ ก็แยกย้ายกันไปนอนโดยจัดคนเฝ้ายาม 2 คน คนละ 2 ชั่วโมงโดยที่เพื่อนของน้าเฝ้าก่อน ส่วนเวรเฝ้ายามผมกับน้าคือตี 3 ถึงตี 5 ผมกับน้าก็เลยรีบเข้านอนกัน

ผมกับน้านอนหลับสนิทด้วยความเหนื่อยจนเพื่อนน้ามาปลุกให้ไปเฝ้ายาม ผมงัวเงียเดินไปนั่งข้างๆ กองไฟแต่ก็ได้ยินเพื่อนน้าบอกกับน้าว่า “เฮ้ย!ระวังหน่อยนะ ตอนกูเฝ้ายามเมื่อกี้เหมือนมีคนเดินไปมารอบ​ ๆ เต็นท์เหยียบกิ่งไม้หักดังเป๊าะๆๆ มีเสียงคุยกันด้วย แต่พอส่องไฟไปก็ไม่เห็น” พูดจบเพื่อนน้าก็หยิบปืนลูกโม่เอาให้น้าผม น้าได้แต่หัวเราะแล้วบอกว่า “มึงนี่แดกเหล้าเมาจนหูฝาด รีบไปนอนเถอะ พรุ่งนี้เดี๋ยวจะขับรถไม่ไหว ฮ่าๆๆ”แล้วน้า ก็มานั่งข้าง​ ๆ ผม

ผมกับน้านั่งยามไปได้ซักเกือบครึ่งชั่วโมง “เป๊าะ…เป๊าะ….” อยู่​ ๆ ก็มีเสียงเหมือนคนเดินรอบ​ ๆ เต็นท์แล้วเหยียบกิ่งไม้หัก ผมขยับเข้าไปนั่งใกล้น้าที่กำลังส่องไฟฉายไปรอบ​ ๆ แต่ก็ไม่เห็นใคร จะว่าหูฝาดก็ไม่น่าจะใช่เพราะเราสองคนได้ยินเหมือนกัน สักพักก็มีเสียงพูดคุยกันพึมพำ​ ๆ จับทิศทางของเสียงไม่ได้ แต่พอน้าจะยกไฟฉายขึ้นส่องอีกรอบไฟฉายเจ้ากรรมก็ไม่ติด ทำให้ตอนนั้นมีแต่แสงจากกองไฟเท่านั้นที่ทำให้เราเห็นรอบ​ ๆ เต็นท์ แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผมสะดุ้งโหยงสุดตัว อยู่​ ๆ ต้นไม้ใหญ่ที่เราเห็นตะคุ่มอยู่กลางแสงจันทร์ก็สั่นเหมือนมีคนขึ้นไปเขย่า จะว่าลมพัดก็ไม่ใช่เพราะต้นไม้ต้นอื่นไม่ขยับเลย

“เอาฟืนใส่กองไฟ ให้ไฟสว่างกว่านี้” น้ากระซิบบอกผม ผมรีบหยิบฟืนโยนเข้ากองไฟจนไฟลุกหนักกว่าเดิมทำให้รัศมีของแสงกองไฟขยายไปไกลขึ้น แล้วผมกับน้าก็ต้องตกใจจนหัวใจแทบหยุดเต้น รอบ​ ๆ เต็นท์มีกลุ่มคนยืนอยู่รอบเต็นท์เต็มไปหมด สภาพเสื้อผ้าเก่า​ ๆ ขาดรุ่งริ่ง ผมยาวกระเซิง ตอนนั้นผมกับน้ายืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าแม้แต่จะขยับนิ้ว “หิว…ขอข้าวกินหน่อย ขอเหล้ากินหน่อย ที่พักก็หาให้แล้วนี่ น่าจะให้พวกกูกินอะไรบ้าง” สิ้นเสียงพูดช้า​ ๆ เย็นยะเยือกนั้น น้าผมยกปืนขึ้นยิงใส่กลุ่มคนที่อยู่ข้างหน้าทันที ปังๆๆๆๆๆ แต่พวกนั้นก็ยังยืนเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เพื่อนในเต็นท์ได้ยินเสียงปืนรีบออกมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ยิงอะไร “กูว่าพวกเราเจอดีแล้วล่ะ” น้าบอกเพื่อนๆตอนนนั้นผมทรุดลงไปนั่งกับพื้นดินด้วยความกลัวสุดขีดแขนขามันอ่อนแรงไปหมด แล้วคืนนั้นก็ไม่มีใครไปนอนในเต็นท์นั่งรวมกันรอบกองไฟท่ามกลางเสียงเดินไปเดินมาและเสียงคุยกันพึมพำรอบเต็นท์ แล้วอยู่​ ๆ น้าก็ถามเพื่อนที่ทำกับข้าว “มึงได้เอาเหล้ากับอาหารที่ทำเซ่นเจ้าที่เจ้าทางหรือเปล่า” เพื่อนที่ทำกับข้าวหันมามองหน้าน้าด้วยสีหน้าตกใจ “กูไม่ได้ให้ ปกติมึงเป็นคนทำอาหารประจำ พอกูมาทำแทนมึงก็เลยลืม” พอน้าผมได้ยินอย่างนั้นเลยลุกขึ้นตะโกนออกไป “ตอนนี้หาไม่ทันแล้ว พรุ่งนี้เช้าจะทำให้กิน ตอนนี้กลับกันไปก่อน” สิ้นเสียงน้าเสียงพูดคุยกับเสียงเดินรอบ​ ๆ เต็นท์ก็หายไปทันที เหลือแต่ความเงียบสงัดกับแมลงกลางคืนร้องระงม

พวกเราทั้งกลุ่มนั่งกันจนเช้า และน้าก็ทำกับข้าวใส่ใบไม้ที่ทำเป็นกระทงไปวางไว้กลางลานพร้อมกับเหล้าแล้วพนมมือบอกกล่าวพวกที่มาเมื่อคืน พอพวกเรากินข้าวเสร็จก็เก็บของเตรียมกลับบ้าน แต่อยู่​ ๆ ผมก็ดันปวดท้องหนักขึ้นมาเลยคว้าพลั่วสนามวิ่งเข้าป่า แต่ขณะขุดหลุมจะถ่ายหนักพลั่วก็ไปโดนของแข็งอะไรบางอย่างตอนแรกผมคิดว่าเป็นไม้แต่พองัดขึ้นมา ผมถึงกับหงายหลังร้องเรียกน้าเสียงหลงเพราะสิ่งที่งัดขึ้นมาจากดินมันเป็นกระดูกท่อนแขนคนขาวโพลนอยู่ข้างหน้า พวกน้ารีบวิ่งมาตามเสียงร้องของผมพร้อมกับพยุงให้ลุกขึ้น แต่ที่น่าสยองและจำติดตามาจนทุกวันนี้ เลยไปก็เห็นเป็นหัวกระโหลกกับกระดูกโผล่พ้นดินขึ้นมาเต็มไปหมด พอเห็นแบบนั้นพวกเรารีบออกจากที่นั่นกันทันที

พวกเราขับรถออกมาจากป่าตรงนั้นพอถึงเขตหมู่บ้านเราก็จอดรถพักเพื่อซื้อน้ำ คนแถวนั้นก็เข้ามาพูดคุยมาดูรถเราเพราะไม่ค่อยมีใครผ่านมา แต่พอคนแถวนั้นรู้ว่าเมื่อคืนเรากางเต็นท์ที่ไหนและเจออะไรมา ป้าคนหนึ่งก็พูดว่า “โอ๊ย ไปพักกันได้ยังไงตรงนั้น มันเป็นลานเผาผี เผาคนตาย ไม่เห็นเหรอมันเป็นเนินเป็นที่ดอน พวกชาวบ้านเค้าช่วยกันทำเอาไว้เผื่อหน้าฝนน้ำจะได้ไม่ท่วมจะได้มีที่เผาคนตาย ไม่แปลกหรอกที่เจอกันเมื่อคืนน่ะ” พวกผมได้ยินอย่างนั้นถึงขั้นเกือบช็อกกันเลยทีเดียว และหลังจากนั้นมาผมก็ไม่ไปเที่ยวกับน้าอีกเลย…

Read Post →

คนเล่าเรื่องผี

คนเล่าเรื่องผี เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

, , No Comment

คนเล่าเรื่องผี

คนเล่าเรื่องผี 

คนเล่าเรื่องผี เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ผีเป็นความเชื่อส่วนตัวครับ หมายถึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ และจะต้องอาศัยความสามารถที่แต่ละคนมีไม่เท่ากันเพื่อมองเห็น….. ซึ่งจริงๆ แล้วผีในความคิดของแต่ละคนทั้งที่เคยและไม่เคยเห็นก็จะมีลักษณะคล้ายๆ กันคือ มักจะน่ากลัว หรือหนักไปทางก่ออันตราย มากกว่าจะมาช่วยเหลือหรือให้ยืมเงิน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี….เพราะหลายต่อหลายคนก็คิดว่าการปรากฏตัวของผีจะให้โชคลาภ และหลายครั้งก็บังเอิญว่าใช่ซะด้วย เช่นการนำไปตีเป็นเลขเพื่อซื้อลอตเตอรี่

มาพูดถึงเรื่องการเล่าเรื่องผี …..เล่าเรื่องอะไรก็ไม่เร้าใจและดึงความสนใจคนได้เท่ากับเรื่องลึกลับ โดยเฉพาะเรื่องผี เชื่อว่าทุกคนคงเห็นด้วย…..คนไทยหากินกับเรื่องโชคลางและสิ่งเหนือธรรมชาติมานานแล้ว จัดเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมที่มีมาช้านาน …..ผมจะไม่พูดถึงว่าผีมีฟังค์ชั่นอะไรในระดับสังคม เพราะมันไม่เกี่ยวกับที่ผมจะพูดในบลอคนี้ ก็แค่จะเล่าเรื่องผีเท่านั้น

เวลาเราคุยกับเพื่อนๆ ตอนไปเที่ยว หรือเวลาที่อยู่กันเยอะๆ ก็ไม่มีเรื่องอะไรน่าสนใจเท่าเรื่องผี การมาแชร์ประสบการณ์กันก็ทำให้เพื่อนๆ ของเรานั่งกันได้นานขึ้น (เพราะไม่กล้าไปนอน) บางคนจะเล่าเพื่อให้สาวๆ กลัว จะได้จีบกันได้นานขึ้นอันนี้ก็ว่ากันไป…..เรื่องที่เล่านั้น บางคนก็เจอมาเอง บางคนก็ฟังเขามา….. จากประสบการณ์ส่วนตัวนั้นพบว่าเรื่องส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่มีคนตาย (ที่สื่อหรือรายการไทย ชอบมากในการไปสร้างความวุ่นวายในที่แบบนั้น) หรือไม่ก็ประมาณไปลบหลู่โดยไม่ตั้งใจแล้วก็เจอผี เป็นต้น….. วันนี้ผมก็มีเรื่องนึงที่ผมมีส่วนร่วมด้วย แต่ผมไม่ใช่เป็นคนเจอเอง…..ผมเล่าไม่ค่อยน่ากลัวหรอกนะครับ เรื่องผีเนี่ย เพราะเป็นคนที่เวลาพูดอะไรก็จะอดแสดงความคิดเห็นส่วนตัวแทรกไปไม่ได้ทุกที….. แต่ก็จะบอกไว้ก่อนว่าที่จะเล่าต่อไปนี้คือเรื่องผีนะครับ ถ้าไม่อยากอ่านก็ไปอ่านบลอคอื่นผมได้ 555 มีเยอะแยะให้อ่านครับ

ประมาณปี ค.ศ.1999 ผมยังเรียนปริญญาตรีอยู่เมืองไทย …..ก็เป็นคนที่มักจะไปค่ายพัฒนาชนบทอยู่เรื่อยๆ ปีนั้นก็เช่นกัน ผมกับเพื่อนๆ และพี่ๆ ก็ไปหมู่บ้านตำรวจตระเวนชายแดน ที่จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งนั้นถ้าจำไม่ผิดก็ไปสร้างบ่อปลาและซ่อมแซมอาคารเรียน รวมทั้งศึกษาชีวิตของชาวกะเหรี่ยงไทยในพื้นที่ด้วย

วันหนึ่งตอนหกโมงกว่า ผมกับเพื่อนหลังจากเสร็จงาน (เตะบอล 555) ก็มาอาบน้ำ …..ห้องอาบน้ำก็เป็นของโรงเรียน …เป็นเพิงห้องแถวเรียงยาวแล้วกั้นเป็นห้องๆ ตั้งอยู่ข้างอาคารเรียน ด้านหลังห้องน้ำก็เป็นทางน้ำไหลออกลงเนินไปซึ่งก็มีแต่หญ้าคา… ด้านหน้าก็มีม้าหินเล็กๆ ซึ่งผมก็เอาไว้วางเสื้อผ้า เพราะห้องน้ำมันไม่มีที่แขวน มีแต่อ่างกับขัน

ผมกับเพื่อนเข้าไปคนละห้อง (คงไม่มีใครเข้าห้องเดียวกัน) อาบน้ำไปก็ตะโกนคุยกัน ตอนนั้นก็โพล้เพล้จะมืด คนอื่นๆ ก็เตรียมอาหารกันอยู่ บางคนก็นั่งเล่นอยู่ในห้องนอน (นอนรวมในห้องเรียน) ห่างไป 50 เมตรได้…..ก็ตามประสาผู้ชาย ผมก็คุยกับเพื่อนเรื่องสาวๆ 555 ก็อาจจะพูดทะลึ่งทะเล้นบ้าง ซึ่งก็ปกติ จะให้คุยเรื่องภาวะเศรษฐกิจเอเซียก็คงไม่เหมาะ

อาบอยู่ 20 นาที น้ำมันเริ่มเย็นผมกับเพื่อนก็ออกมากลับไปที่ห้องเพื่อจะแต่งตัว ก็เอาเสื้อที่วางไว้กลับไปด้วย จะเปลี่ยนแถวนั้นมันก็มืดแล้วมองไม่ค่อยเห็น…..ระหว่างที่เดินกลับที่เดินสวนกับผมก็เป็นรุ่นพี่ผู้หญิง 2 คน มีบ่นด้วยว่าอาบน้ำอะไรกันเนิ่นนาน ผมก็หัวเราะแหะๆ แล้วเดินต่อ

กลับมาแต่งตัวได้ 5 นาที ผมก็ได้ยินเสียงคนกรี๊ดดังมากๆ จากห้องน้ำ ผมกับเพื่อนตกใจรีบวิ่งไปดูทันที รู้เลยว่าคนกร๊ดก็คือรุ่นพี่ผมแน่ๆ …..ไปถึงนี่พี่สองคนก็เข้าไปอยู่ในห้องน้ำห้องเดียวกัน ร้องไห้กันแล้วบอกแต่ว่าอย่าเปิดมานะๆ เพื่อนผมถามว่าเกิดอะไรขึ้นก็ไม่พูด ให้แต่งตัวเดินออกมาก็ไม่ยอมบอกว่า ไม่ออกๆ

แบบนี้ต้องเจองูแน่ๆ เพื่อนผมรวมทั้งผมก็รีบกลับไปเอาไฟฉายมาส่องรอบๆ ห้องรวมทั้งด้านหลังห้องน้ำ ถึงตอนนี้ก็มากันห้าหกคนแล้ว ดูอึกทึก พี่สองคนเลยเปิดประตูออกมาหน้าซีดเเลย ยังร้องไห้อยู่แล้วเดินก้มหน้ากลับห้องโดยมีรุ่นพี่ที่เป็นเพื่อนเขาพากลับไป

ส่องหาอยู่นาน งูมันคงไปแล้วก็เลยเดินกลับไปดูพี่เขา…..พอตั้งสติได้พี่ๆ เขาเล่าว่า………. เขาอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำโดยที่พี่อีกคนนั่งเฝ้าของอยู่หน้าห้องน้ำ…..พี่คนที่อยู่หน้าห้องน้ำบอกว่าเศษกิ่งไม้บนหลังคาห้องน้ำมันดังแกรกๆ เลยมองขึ้นไปดู พี่เขาบอกว่ามองเห็นผู้หญิงกลางคนใส่ชุดกระเหรี่ยงสีขาวๆ ยืนเขย่งเท้าอยู่บนหลังคาห้องน้ำ เขาไม่เห็นหน้าเพราะผมยาวมาก แต่ตัวเปียกทั้งตัวและผิวซีดสุดๆ ที่สำคัญเขามองมาทางรุ่นพี่ผมด้วย……….เท่านั้นแหละ พี่ที่อยู่หน้าห้องน้ำก็กรี๊ดเลย พี่ในห้องน้ำตกใจเปิดประตูออกมา พี่คนนั้นก็วิ่งเข้าไปห้องน้ำแล้วปิดประตูทันที…..ก็เป็นเวลาที่พวกผมวิ่งไปถึงพอดี

ตกลงไม่ใช่งู จากที่เล่าก็คงจะเป็นผี จะเรียกตามที่ลุงผู้ใหญ้บ้านเรียกก็คือ วิญญาณชาวกะเหรี่ยงที่มีอยู่มากมายในบริเวณหมู่บ้าน…..คำว่ามากมายนี่ไม่รู้ลุงเขาจะเน้นทำไม มันทำให้บรรยากาศมันน่ากลัวเข้าไปอีก…..คืนนั้นก็พากันไปไหว้ศาลของหมู่บ้าน และบอกกล่าวให้สิ่งใดๆ ที่อยู่ที่นั่นทราบว่าพวกผมมาพัฒนาหมู่บ้าน ไม่ได้มีเจตนาบุกรุกหรือทำอะไรให้เสื่อมเสีย

ย้อนไปถึงก่อนพี่เขาจะเจอผี…..หรือว่าที่ผมคุยกับเพื่อนตอนอาบน้ำมันดูแลไม่เคารพสถานที่เกินไปหรือเปล่า เขาจึงออกมาให้เห็น จริงๆ เรื่องพวกนี้มันก็ผูกกันได้อย่างพอมีเหตุผล….. ผี อาจจะไม่ได้เห็นกันได้ทุกคน แต่ที่เป็นกันทุกคนในคืนนั้นคือความกลัว จากเดิมที่ร้องเพลงเล่นกีตาร์กันอย่างสนุกสนาน ก็เข้านอนกันอย่างเร็ว (นอนเปิดไฟด้วย 555) พี่ผู้หญิงเขาให้พวกผมนั่งเฝ้าหน้าห้อง ในฐานะที่อาจจะเป้นสาเหตุให้เกิดเรื่อง…..พูดตรงๆว่า คืนวันนั้นมันก็ปกตินั่นแหละ แต่เป็นพวกเราเองที่มองว่าทำไมหมอกมันลงหนาจัง เสียงอะไรตรงนั้นฟระ เฮ้ยแกเห็นอะไรแว้บๆ มั๊ย คือระแวงไปหมด

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นอะไรอีก พวกผมก็ระวังทั้งคำพดและการกระทำมากขึ้น…..คือบางทีไม่จำเป็นต้องเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่เรื่องภูติผีวิญญาณมันก็สร้างความรู้สึกในเชิงจิตวิทยาให้กับทุกคน หรือในระดับชุมชนมันก็ทำให้ชุมชนนั้นเป็นไปอย่างที่มันเคยเป็น ความเชื่อของชาวบ้านก็ทำให้พิธีกรรมบางอย่างและลักษณะการใช้ชีวิตของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสเทคโนโลยี …..ผมถือว่าเป็นข้อดีเพราะเอกลักษณ์ของชุมชนมันจะเหนียวแน่น และทำให้เทคโนโลยีเข้ามารบกวนได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น (คล้ายๆ เรื่องศาสนาที่ครอบคลุมจิตใจคนไม่ว่าจะจบด็อกเตอร์หรือ ป.4 ก็ตาม)

ที่พูดมาทั้งหมดก็เป็นเรื่องผี ที่รุ่นพี่ผมเจอ และผมมีส่วนร่วม….. เรื่องอื่นๆ ก็พอมีแต่คิดว่าเป็นคนเล่าเรื่องพวกนี้ไม่เก่ง ก็ลองแปะไว้ให้อ่านเท่านี้ก่อนแล้วกันครับ…

Read Post →

มอหอการค้า

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน มอหอการค้า

, , No Comment

มอหอการค้า
มอหอการค้า

เรื่องเล่า-เรื่องหลอน มอหอการค้า

-ตึก 10 ว่ากันว่ามีคนงานตกลงมา ตายตอนก่อสร้าง ตอนดึกๆ พอขึ้นลิฟไปชั้นบน ตอนเดินออกมาจากลิฟจะพบว่าตึกกำลังก่อสร้างอยู่

-ตึก 7 ชั้น 7 พอออกจากลิฟมาจะเจอพรมแดงปูตามทางเดิน ไม่แน่จริงอย่าเดินไปทางนั้น

-ตึก 1 2 3 ยามกลางคืนว่ากันว่ามีผู้หญิงแต่งชุดนักศึกษานั่งร้องไห้อยู่บนระเบียงทางเดิน

-สวนญี่ปุ่น มีปลาคาร์ฟยักษ์ หาดูได้ยากยิ่งเป็นปลาคาร์ฟสีขาวตัวใหญ่มากกก หยั่งกะปลาสวาย นานๆจะโผ่ลมาให้เห็นที แต่คุณจะไม่มีโอกาสเห็นมันเลยเวลาที่เขาล้างบ่อ มันหายไปไหน !!

-กรณีเล่นคอมพิวเตอร์ที่ห้องLabชั้น 2 ของหอประชุม เคยมีอยู่วันหนึ่งเกิดไฟดับวูบจนเกือบทุกเครื่องดับไป ยกเว้นเครื่องหนึ่งที่เล่นต่อไปได้ ทั้งๆที่ไำฟฟ้าไม่ไหลผ่านสายนั้นและไม่ได้มีการสำรองไฟ แม้ว่ามันไม่ใช่ผีก็ตาม (เชื่อม่ะ คอมพิวเตอร์ที่เล่นได้โดยไม่มีไฟฟ้าสำรอง และไฟดับทั้งอาคารด้วย)…

Read Post →

เรื่องหลอนวัยเรียน

เรื่องหลอนวัยเรียน เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

, , No Comment

เรื่องหลอนวัยเรียน

เรื่องหลอนวัยเรียน 

เรื่องหลอนวัยเรียน เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เห็นช่วงนี้มีคนมาแชร์ประสบการณ์น่ากลัวเลยอยากแชร์เรื่องที่เคยประสบมาบ้างครับ ไม่เคยเขียนซักทีถ้าภาษา วรรค และคำบางคำผิดพลาดก็ขออภัยนะครับ

เรื่องมีอยู่ว่า ตัวผมเป็นเด็กต่างจังหวัดแถบชายแดนเขมร แถวบ้านก็จะมีความเชื่อเรื่องนี้อยู่บ้างและเคยพบเจอเรื่องราวที่อธิบายไม่ได้มาพอสมควร (คือมีเซ้นต์ในระดับนึงน่ะครับ)

เข้าเรื่องกันเลยผมได้มีโอกาสเข้าเรียนมหาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่งเป็นวิศวะน่ะครับการเรียนก็พอถูไถเกรดไม่ดีมากเทอม 2 เลยไปลงวิชาเลือกต่างคณะอัฟเกรดกลัวโดนไล่ออกเป็นวิชาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวครับเรียนกะสาวๆ ครู (ฟินสุดๆ ครับงานนี้) โดยเมื่อใกล้จะสอบทางอาจารย์ได้ชวนนักศึกษาไปออกทริปทะเลใต้ครับ พังงา กระบี่ ตรัง ก็เลยไปกันเกือบ 40 คน กลุ่มผมเด็กวิศวะปี 1 มี 4 คนครับกะลังห้าวเลยเห็นสาวๆ ครุไปกันเยอะก็รีบสมัครทันทีครับโดยไม่รู้ว่าจะเจออะไรที่ทำให้จำถึงทุกวันนี้

เราออกเดินทางกัน 6 โมงเช้าเลยครับเพราะต้องเดินทางไกล นั่งรถทัวร์นำเทียวเหมาปรับอากาศสบายครับตามประสาวัยรุ่นเบาะหลังแน่นอน
ตัดมาที่จุดหมายแรกเลยนะครับ จังหวัดพังงา ตลอดทางก็เดินทางตลอกแวะพักบางที่แต่จุดหมายแรกของที่นี่คือที่พักครับคือถึงประมาณ 2 ทุ่มเศษพวกผมมากันง่ายๆ ครับเลยไม่ได้ถามรายละเอียดเห็นค่าใช้จ่ายน้อย (7 วัน 5000 ครับ) พอเจอที่พักแรกก็อึ้งกันสิครับ วัดถ้ำเสือครับ ฟังไม่ผิดครับวัดจริงๆ แถมเป็นวัดที่อยู่บนเขาด้วยครับแล้วถึงเวลากลางคืนทางอาจารย์ได้ขอห้องทางพระไว้ 2 ห้องครับ แต่ผู้หญิงมี 31 นอนห้องเดียวไม่หมดพวกผมกะมาหล่ออยู่แล้วก็โชว์แมนสิครับ ยกให้ 555 (ไม่ได้คิดถึงตัวเองเลย) พวกผมเลยต้องไปนอนที่กุฎิเก่าๆ ของพระครับเด็กวัดหาให้

นึกภาพตามนะครับ กุฎิไม้เก่าๆ ในห้องมีคราบเทียนเสื่อปูพอนอนผ้าเหลืองเก่าๆ โยงไปมาประตุล็อกไม่ได้พวกผมก็ไม่มีทางเลือกครับเพราะพระก็จำวัดหมดแล้วก็ต้องนอน อ้อ ลืมบอกอาจารย์ผู้ชายนอนห้องผู้หญิงนะครับ (แมนมากจารย์)

พอจะนอนก็ต้องอาบน้ำแปรงฟันพอเรามาดึกมืดๆ นอนกุฎิมันก็ไม่มีห้องน้ำสิครับจึงต้องเดินหา เรื่องมันเริ่มตรงนี้ล่ะครับ พวกเรากะลังห้าวก็แยกย้ายกันไปทีละ2-3คนห้องน้ำก็ไม่สกปรกมากครับแต่…. ไฟเสียครับ มีเฉพาะหน้าห้องครับตอนนั้นกะ3ทุ่มกว่าล่ะมี 4 ห้องพอดีพวกผม 4 คนครับผมไม่รอช้าครับวิ่งแย่งเข้าก่อนโดยไม่ดูอะไรมีไฟหน้าห้องนะครับแต่เข้าไปแล้วจุดเทียนกันก็มืดน่ากลัวครับเลยอาบไปคุยกันไปร้องเพลงคุยไปคุยมาคุยกันอยู่3คนครับห้องริมฝั่งขวาเงียบมากมีแต่เสียงอาบน้ำพวกผมก็ไม่ได้สนใจคือคนนี้จะเป็นลูกไล่ในกลุ่มน่ะครับแต่ได้ยินเสียงตักน้ำรดตัวนะครับ…

Read Post →

แขกที่ไม่ได้รับเชิญ

แขกที่ไม่ได้รับเชิญ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

, , No Comment

แขกที่ไม่ได้รับเชิญ

แขกที่ไม่ได้รับเชิญ

แขกที่ไม่ได้รับเชิญ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

หลังจากบวชได้ 7 วัน ในหมู่บ้านก็มีชายคนหนึ่งเสียชีวิต และแน่นอนว่าจะต้องมาเผาที่วัดที่ผมจำพรรษา ผมก็แอบกลัวเพราะมันไม่ชิน (ขึ้นชื่อว่าวัดก็ไม่น่าจะชินแล้ว) คืนแรกผมได้รับหน้าที่ไป สวดอภิธรรม ในหมู่บ้านก็ไม่มีอะไร ผ่านไป3คืนถึงวันเผา…บรรยากาศในวัดก็เงียบๆ มีเพียงแสงจันทร์ ตกดึกเวลาน่าจะราวประมาณตี 1 หรือตี 2 ได้ หมาก็หอนน่ากลัว (โหยหวนซะ) กุฏิที่ผมจำวัดเป็นประตูกระจกมองทะลุออกไปข้างนอกได้ ผมเห็นเงาผู้ชายสีดำมายืนหน้ากุฏิ จากนั้นชายผู้นั้นได้ถามเราว่า ‘ทางออกจากวัดไปทางไหน’ เราก็ตอบสั้นๆว่าประตูวัดนั่นไง ชายผู้นั้นเงียบและหายไป เรารู้ทันทีว่าไม่ใช่คนแน่ๆ…. ถึงเวลาตี 4 เป็นเวลาทำวัตรเช้าหลวงพี่ท่านหนึ่งพูดขึ้นมาว่า

“โหตั้งแต่อยู่วัดมาไม่เคยกลัวขนาดนี้…. หมาเล่นหอนตอนตี 2 กว่า ยาวไปถึงหน้าประตูวัด”

หลวงพี่ท่านนอนหน้ากุฏิ ข้างนอก ผมตอบหลวงพี่ไปว่า… ช่วงตี2 ผมเห็นผู้ชายมาถามทางออกจากวัดเป็นเงาดำๆไม่เห็นหน้า จากนั้นหลวงพี่ท่านว่า… คนที่ตายแน่ๆ เขาตัวดำๆ น่ะ หลวงพี่รู้จักเค้า ถึงว่าหมาวิ่งหอนไปตามทางแต่ไม่มีใครเดินอยู่ กลัวก็กลัว….นี่เป็นครั้งแรกของการบวชที่เจอเรื่องแปลกๆ…

Read Post →

เพราะคำสัญญา

เพราะคำสัญญา เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

, , No Comment

เพราะคำสัญญา
เพราะคำสัญญา 

เพราะคำสัญญา เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อราวๆปี 52 ในขณะนั้น นัทกำลังเรียนอยู่ระดับปริญญาตรี ซึ่งนิสิตทุกคน จำเป็นที่จะต้องฝึกงานก่อนจบ นัทได้เข้าไปฝึกงานที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เข้างาน 8 นาฬิกาครึ่ง เลิกงาน 6 โมงทุกวัน จันทร์ ถึง ศุกร์ ซึ่งบ้านนัทอยู่ไกลกับที่ฝึกงานมากมายกกก ก็เลยจะต้องตื่นแต่เช้า กลับถึงบ้านก็ 4 ทุ่มกว่าทุกเมื่อเชื่อวัน (คนภายในกรุงเทพ คงรู้เรื่องเนอะ ว่าเพราะเหตุใด ใช่เวลาเดินทางนานจัง)

ในช่วงเวลาที่นัทเข้าไปฝึกงาน ทีแรกๆก็ไม่รู้จักหรอกจ้ะ ว่ามีพี่ในบริษัทแอบยินดี  กระทั่งฝึกไปได้ระยะนึง พี่โจ้ ก็มาบอกกับนัแต่ทว่า “ลองคบกันปะ ถ้าเกิดไม่ใช่ ก็เป็นญาติกัน” หลายคนบางทีอาจงงเต็กว่า เพราะอะไรขอคบง่ายจัง แล้วก็เพราะเหตุไรนัทถึงตกลงที่จะคบกับพี่เค้าแบบง่ายๆด้วย เป็นเอาง่ายๆนะคะ นัทค่อยข้างเป็นคนตลกๆเวลาหัวเราะก็หัวพวกเราสุดๆง่วง..ก็บ่นว่าง่วง ไม่ค่อยมีความเป็นกุลสตรีเลยจ้ะ ส่วนพี่โจ้ เป็นพนักงานใหม่ ที่พึ่งจะเรียนจบมาได้ 2 ปี สาวๆในบริษัท ยินดีนางมากมาย

กก เพราะเป็นสเปคของ ผญ ทั่วๆไป 555  สรุปว่า สรุปเลยแล้วกัน ว่าในที่สุด พวกเรา 2 คนก็ได้เป็นแฟนกันจ้ะ พอนัทสำเร็จการศึกษา นัทก็ได้ดำเนินการที่นั้นต่อเลย ทุกคนรู้ดีว่านัทกับพี่โจ้เป็นแฟนกัน นัทกับพี่ๆทุกคนได้ดี แล้วพี่ๆทุกคนก็ค่อนข้างจะติดนัท 55 ด้วยเหตุว่าทุกสัปดาห์ พวกเราจะมีงานเลี้ยงแฮงค์เอ้าท์กันตลอด จนกระทั่งมีอยู่วันนึง วันนั้นนัทเมามากกก เมาประเภทที่ นอนจมกองอาเจียน ตื่นมาอีกครั้ง ก็อยู่บนที่พักผ่อน ในห้องของพี่โจ้แล้ว บ่ายวันนั้นนึกออกว่า ตื่นมาพี่โจ้เขียนโน้ตไว้ ว่ามีอาหารอยู่ในตู้ และก็ยาพาราหัววางอยู่ที่โน้ต ครู่หนึ่ง พี่โจ้ก็กลับมา แต่ดูแล้ว ราวกับพี่โจ้จะงอนแน่นอนเลย เพราะมะคืนพวกเราเหลวมากๆ

และก็ตามประสาของคนเป็นแฟนกันเนอะ คนนึงงอนอีกคนก็จำต้องง้อ นัทก็ขอคืนดีพี่โจ้ โน่นนี่นั้น พี่โจ้ไม่คุยกับนัทเลยสักคำเดียว นัทเลยใช้ไม้ตายโดยการ “ร้องไห้” เลยจ๊า ด้วยเหตุว่าพี่โจ้เคยบอกกับนัแต่ว่า เค้าจะไม่ทำให้นัทร้องไห้โดยเด็กขาด เสมือนพี่เค้าสะดุ้ง แล้วก็เข้ามากอดพวกเรา แล้วเค้าก็บอกว่า “พี่ไม่ต้องการให้นัทกอนสุราขนาดนี้ เมาเหลวขนาดนี้ ถ้าเกิดพี่ไม่อยู่ แล้วใครจะดูแลนัท แต่ละคนก็เมากันหมด บลาๆๆ” พี่โจ้พูดยาว พร้อมทั้งน้ำตาไหล นัทอึ้งเลยอะ จากที่ร้องๆไห้อยู่ นัทหยุดเงียบโดยทันที แล้วนัทก็กล่าวกลับไปว่า “โอ๋ๆๆๆไม่ร้องนะคะ น้องนัทของพี่โจ้ จะไม่ทำให้พี่โจ้เศร้าใจ จะไม่กินจนเละขนาดนี้” แต่พี่โจ้ก็ยังคงร้องไห้อยู่ (บอกเลย รู้สึกไม่ถูกมากมายๆไม่คิดว่า จะมีบุคคลที่เปนห่วงพวกเราขนาดนี้) ครู่หนึ่ง พี่โจ้ก็เช็ดน้ำตา แล้วมองหน้านัทพร้อมทั้งบอกว่า “คำสัญญาได้ไหม ว่าจะไม่ทำให้พี่เป็นห่วงอีก”
“คำสัญญาจ้ะ” “แล้วคำสัญญาได้มั้ย ว่าจะรักพี่ผู้เดียวตลอดไป พี่มองเห็นนะ ว่าเวลาไปเที่ยวอะ มีคนแอบดูนัทมาก พี่กลัวนัทจะไปถูกใจเค้า” “โอ้ยจะไปถูกใจได้อย่างไร นัทมีพี่โจ้ทั้งคน” แต่นัทขอยอมรับนะคะ ว่าบางที ก็มีไปถูกใจคนอื่นๆบ้าง ที่

หล่อกว่า มีเสน่กว่า เพราะว่านัทคบกับพี่โจ้มา มีความคิดว่า ความมีเสน่ห์ ของพี่โจ้มันต่ำลง เพราะว่าเค้าดีกับพวกเราเยอะเกินไป “แล้วนัทจะข้อตกลงได้ป่าวประกาศหละ ว่าจะรักพี่ มีพี่ผู้เดียวตลอดไป” “อะๆสัญญาๆถ้าหากไม่รักพี่โจ้ แล้วนัทจะไปรักใคร” ซึ่งอารมณ์ในช่วงเวลานั้นที่ตอบพี่โจ้ไป ส่วนนึงด้วยเหตุว่าอยากให้เค้าเลิกงอแง และก็อีกส่วนก็คือยังไม่คิดมีคนใดกันจริงๆแล้วหลังจากนั้น นัทก็ยังคงใช้ชีวิตดังเดิมตรงเวลา 2 ปีเต็ม และไม่ได้ดูเลยว่า พี่โจ้มองผอมลง มองโทรมๆราวกับผู้ป่วย จนพี่ใน

แผนกมาถามนัท “อีนัท โจ้มันเป็นไรป่าวว่ะเมิง ข้ามองเห็นมันชำรุดทรุดโทรมๆนะ” “อ้าวหรอพี่ หนูมองไม่ออกเลย นี่สามีหนูนะเนี่ย 555” นัทก็ตอบกลับไปแบบขำๆเพราะเราไม่รู้สึกจริงๆอาจเป็นเพราะพวกเราอยู่ร่วมกัน พบกันทุกๆวันด้วยมั้งจ้ะ

จนกระทั่งสุดท้าย มารู้ในวันที่นัทกำลังไปท่องเที่ยวฮ่องกง กับเพื่อนพ้องๆตอนมหาลัยว่า “พี่โจ้เสียแล้ว” !!! นัทช็อคมากมายกก เพราะเหตุว่าก่อนที่จะมา พี่โจ้ยังมาส่งอยู่เลย รวมทั้งที่ช็อคไปกว่านั้น หลังจากที่นัทบินกลับถึงไทยเป็นแม่พี่โจ้กล่าวว่า “โจ้

กินยาเกินขนาด แม่มารู้อีกที่ หมอบอกว่า โจ้ตายได้ 2 วันแล้ว”  ซึ่งถ้าเกิดนับมอง นั่นก็คือวันเดียวกับที่นัทกำลังจะบินไปประเทศฮ่องกงเลยจ๊ะ จากนั้นราวๆ 6 เดือน ก็มีคู่รักคนเดี๋ยวนี้ของนัท มาจีบนัทจ้ะ  ตอนที่เค้ามาจีบ เค้าก็มิได้บอกอะไรนัทหรอกจ้ะ

เค้าบอกเค้ากลัว มารู้อีกครั้ง เป็นตอนสมรสไปแล้ว แฟนนัทเค้ากล่าวว่า ตอนที่จีบนัทใหม่ๆเค้าจะฝันเหนนัทกับ ผช คนนึง ยืนอยู่ร่วมกัน แล้ว ผช คนนั้น ก็จะแขนพิงคอนัท  เพียงพอเค้าเล่าแบบงี้ นัทก็นิ่งไป ด้วยเหตุว่าขณะที่นัทคบกับพี่โจ้ ไม่ว่าจะไป

ไหน อยู่ที่แห่งไหน จะยืนอยู่หรือนั่ง พี่โจ้ก็จะถูกใจเอาแขนมาพิงคอนัทตลอด เค้ากล่าวว่า ฝันแบบงี้ อยู่เสมอๆจนถึงมีอยู่วันนีงที่พวกเราทะเลาะกันหนแรก เค้าพูดว่า เค้าฝันเหน ผช เดินมาบีบคอเขา แล้วกล่าวว่า “หากเมิงคิดจะทำชั่วๆเมิงไปทำกับ ผญ ผู้อื่น” เค้าพูดว่า เค้ากลัวเลยอะ แล้วไม่ได้อยากคุยกับนัทแล้วเวลานี้ ส่วนนัท นัทคิดออกว่า มีอยู่ครั้งนึงที่นัทก็ยังไปปาร์ตี้เช่นเคย แล้วคืนนั้นรับประทานหนัก จนเพื่อนพ้องต้องหามกลับมาส่งที่ห้อง เวลาที่นอนอยู่ที่เตียง ครึ่งหลับครึ่งหนึ่งตื่น ก็เสมือนมี

คนเดินมานั้งที่เตียง ในใจคิดว่าเป็นพี่โจ้แน่เลย นัทเลยตกลงใจ หลับเลยจ้ะ แต่ว่าพี่โจ้มาเข้าฝัน กล่าวว่า “ไหนคำสัญญากับพี่แล้วยังไง ว่าจะไม่กินหนักอย่างงี้ ถ้ายังกอนมากมายแบบนี้อีก พี่จะเอานัทมาอยู่กับพี่ด้วย”

แค่นั่นล่ะจ้ะ สะดุ้งตื่นเลย แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยดื่มเหล้าหนักขนาดนั้นอีก แม้กระนั้นเรื่องที่พีคที่สุดเป็นวันที่นัทกำลังจะสมรส นัทก็นอนธรรมดา แต่วันนี้รู้สึกแปลกๆราวกับมีผู้ใดอยู่ภายในห้องด้วย กระทั่งนัทตัดสินใจกินยาแก้แพ้ เพื่อหลับเรว แต่ว่าพี่โจ้ มาเข้าฝันอีกแล้ว โอกาสนี้พี่โจ้มาแบบหล่อมากมาย หล่อราวกับวันแรกที่เราพบพี่เค้าที่บริษัท เค้าเดินมาหานัท ตอนนั้นในฝันไม่รุ้สึกกลัวเสมือนครั้งที่แล้ว แม้กระนั้นมันหวนคิดถึงรวมทั้งรักพี่เค้าอยู่อย่างเดิม พี่เค้าเดิมมา และก็มากมายอดพวกเรา “พี่

ยังนึกออกนะ ว่านัทเคยคำสัญญากับพี่ไว้ ว่านัทจะรักพี่ จะไม่มีผู้ใดเว้นเสียแต่พี่ แต่ว่าพี่รู้เรื่อง ว่าในเวลานี้มันควไม่มีทางเป็นไปได้ พี่ต้องการเอาแหวนที่พวกเราเคยใส่เช่นเดียวกัน มาให้นัทเก็บไว้ ต้องการให้นัทจำเอาไว้ว่าพี่จะอยู่กับนัทเสมอ” ในฝัน

พวกเราคิดออกเลยว่า พวกเราเห็นใจพี่เค้ามากมาย เค้าบอกเสมือนแสดงความบริสุทธิ์ใจแม้กระนั้นมันมองเสียใจๆเพียงพอพวกเราตื่นยามเช้ามา แหวน!!! ของพี่โจ้ วางอยู่ที่ศีรษะเตียงจ้ะ ซึ่งนัทนึกออกว่า นัทเป็นคนบอกแม่พี่โจ้เอง ว่าไม่ต้องถอด ขณะ

ที่จัดงานศพ นัทได้แต่อึ้ง แล้วก็ ช็อคมากๆแม้กระนั้นภาพในฝันเมื่อคืนนี้ มันเหมือนจริงมากมายๆตอนนี้ นัทเอาแหวนของพี่โจ้มาแขวนคอนะค่ะ แขวนอยู่เสมอ เพราะว่าเวลาไปไหน กลับไปอยู่ที่บ้านดึกดื่นๆราวกับพี่โจ้จะอยู่ด้านข้างนัท ดูแลนัทเสมอ แม้ว่าพวกเราจะมิได้อยู่ร่วมกันแต่ว่าก็มิได้มีความหมายว่า “พวกเราจะไม่รัก”…

Read Post →

รุ่นพี่สอนรำ

รุ่นพี่สอนรำ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

, , No Comment

รุ่นพี่สอนรำ
รุ่นพี่สอนรำ 

รุ่นพี่สอนรำ เรื่องเล่า-เรื่องหลอน

ย้อนไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ผมได้เข้าเรียน ม.1 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งทาง ภาคเหนือ ช่วงนั้นพี่ๆ ม.5 ได้จัดกิจกรรมเข้าค่ายที่โรงเรียนเป็นเวลา 3 วัน 2 คืนครับ ทุกอย่างราบรื่นดี กระทั่งมาเกิดเรื่องขึ้นในคืนที่ 2 นี่เอง คืนนั้นมีกิจกรรมปิดตาเดินตามเชือก โดยเชือกจะถูกผูกโยงไปทั่วโรงเรียน รุ่นน้องที่เข้าค่ายต้องถูกผ้าปิดตาไว้ แล้วปลดปล่อยออกไปจากห้องประชุมครั้งละคนๆ..จนท้ายที่สุดก็ถึงตาของผมขอรับ ผมจับเชือกไว้ไม่ปลดปล่อยเลย กลางทางจะมีพี่ๆสตาฟรอกระซิบอยู่เสมอว่า ‘อย่าแอบมองนะ ให้เดินตามเชือกไปเรื่อย..’ ผมก็รู้สึกโอเคที่ยังมีพี่ๆอยู่สนิทสนม
กิจกรรมนี้จะแบ่งเป็นฐาน 5 ฐาน แต่ว่าฐานที่ผมนึกออกขึ้นใจไม่มีทางลืมเลย เป็นฐานที่ 5 ‘รำแก้บน’ ขอรับ พี่เขาจะเล่าให้ฟังว่า ‘ที่สถานศึกษาพวกเรามีรุ่นพี่นางรำคนหนึ่งเสียชีวิตอยู่นี้ และพี่เขาจะพารุ่นน้องที่รำไม่สวยไปอยู่ด้วย..’ จากความรู้สึกของผมที่เดินมา ตรงจุดนี้น่าจะเป็นลานกว้างที่ข้างตึกนาฏศิลป์ พอเพียงรุ่นพี่สตาฟมากระซิบว่า ‘เริ่มรำได้’ เสียงดนตรีไทยเดิมก็เบาๆดังขึ้นๆแล้วผมก็เริ่มรำขอรับ เป็นตอนนั้นมิได้คิดอะไร ก็รำให้สวยไว้ก่อนเท่าที่จะทำเป็น เพราะผมกลัวมากมาย เพียงพอรำไป

ครู่หนึ่ง ราวนาทีกว่าๆเสียงรอบตัวก็เงียบลง เหลือแต่เสียงดนตรีไทยเดิมกับเสียงลมหายใจของผมเพียงแค่นั้น ผมก็เริ่มกลัวละ แต่ก็มิได้หยุดรำครับผม ก็ยังรำต่อไป (ตอนนั้นผ้าปิดตาอยู่ครับผม) ระหว่างที่รำๆอยู่ ผมก็ได้ยินเสียง ‘กริ๊งๆ’ เหมือนเสียงกระดิ่งเบาๆและก็เบาๆดังขึ้นๆในหัวผมคิดภาพคนสวมชุดไทยขึ้นมาเลย ตอนนั้นขนเริ่มยืนขึ้นมาจากข้างหลังละครับ แล้วต่อจากนั้นก็มีเสียงมากมายระซิบว่า ‘แขนเหยียดตรง หน้าเชิด งอเข่าสิ..’ ผมได้ยินประโยคนี้ราว 3 ครั้ง ก่อนที่จะมีมือมาจับที่มือของผม ผมนี่สะดุ้งเลย แต่ว่าก็ยังรำถัดไป เพราะว่ามือที่มาจับมันราวกับมือมนุษย์เราปกติ อุ่นๆนุ่มๆพร้อมเสียงพูดอีกว่า ‘แขนเหยียดตรง หน้าเชิด งอเข่าสิ..’ มือก็ประสานมือผมอีกทั้ง 2 ข้างราวกับจะจัดท่าให้ ปากก็บอกประโยคเดิมบ่อยๆไปเรื่อยๆ ประกอบกับ

ดนตรีไทยเดิม กับเสียงกระดิ่ง ทำเอาผมจิตใจไม่ค่อยดีเลย..
ผมตัดสินใจพูดถามพี่สตาฟเบาๆว่า ‘ยังไม่พอหรอนะครับพี่?’ ทันทีนั้นมือด้ามจับผมอยู่ก็ปล่อย เสียงกระดิ่งก็เงียบไป และก็ดนตรีไทยเดิมก็ดับไป ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างเงียบหมดราวกับผมอยู่ตามลำพังนั่น ผมก็เรียกพี่สตาฟด้วยเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยราวๆแทบนาทีได้ แต่ว่าก็ไม่มีผู้ใดตอบ จะเปิดตาก็ไม่กล้า กลัวมองเห็นอะไรที่ไม่ได้อยากจะมองเห็นเข้า ปากก็ตะโกนร้องเรียกอยู่แบบงั้น ผมยืนสั่นเทิ้มอยู่ราว 3 นาทีภายหลังเพลงดับไป มันเป็น 3 นาทีนานมากสำหรับผม.. ครู่หนึ่งหนึ่งก็มีเสียงพี่ๆสตาฟหลายๆคนเลย ตะคอกอยู่ไกลๆว่า ‘เห้ยๆน้องคนนั้นไปทำไรที่ตรงนั้น?’ แล้วพี่ๆก็วิ่งเข้ามาหาผม จับผมและหลังจากนั้นก็ค่อยๆพาผมไปที่ห้องประชุม ระยะทางจากที่ที่ผมอยู่กับห้องประชุมก็ห่างกันพอเหมาะพอควร.. พอเพียงถึงห้องประชุม เสียงคนคุยกันก็ดังขึ้นดังเดิม ผมนี่เบาใจเลย พี่ๆสตาฟก็เตรียมการให้ทุกคนนั่งในห้องประชุมเป็นแนวๆพอเพียงครบแล้วหลังจากนั้นก็บอกให้เปิดตาได้ ผมก็เปิดผ้าออก พี่ๆสตาฟก็บอกกันไปโดยที่ไม่มีใครพอใจเรื่องของผมเลย ผมมองเห็นทุกคนมองธรรมดาดี ก็เริ่มสบายใจ มีความคิดว่าอาจจะเป็นแผนแกล้งของพวกพี่ๆเขานั่นแหละ.. พอเลิกจากกิจกรรม ผมกำลังจะเดินกลับหอพักกับเพื่อนฝูงๆพอดีไปพบกับพี่ผู้หญิงคนหนึ่งสวมชุดไทยสีเขียว ประดับด้วยเครื่องเพชรพลอยเต็มยศ อีกทั้งกำไลแขน สร้อยข้อเท้า แต่บนหัวมิได้ใส่อะไร ในใจผมก็มีความคิดว่าพี่คนนี้แหละที่มาประสานมือสอนผมเมื่อกี้นี้ ผมก็เลยเดินเข้าไปถามพี่เขาว่า ‘พี่ใช่ไหมที่คุมฐาน 5’ พี่เขาก็ยิ้มๆแล้วบอกเพียงแค่ว่า ‘แขนดูหมิ่นเหยียดหยามไม่ตรงนะ..’ จังหวะนั้นพวกสหายๆผมก็ร้องเรียกผมขึ้นอาคารพอดิบพอดี ผมก็เลยวิ่งไปตามเพื่อนฝูงๆไป เป็นคืนนั้นผมได้พบพี่คนนั้นก็เบาใจแล้ว นอนสบายเลย
แต่ว่าเรื่องมันไม่จบเท่านี้น่ะสิขอรับ..
ตอนเช้าวันถัดมาระหว่างที่กินข้าวกัน มีพี่สตาฟเพศชายคนหนึ่งมานั่งกินข้าวกับกรุ๊ปของพวกเรา พี่เขาถามผมว่า ‘เอ้อ เมื่อคืนน้องไปทำอะไรตรงลานข้างห้องนาฏกรรม?’ ผมก็ตอบไปว่า ‘อ่าวพี่ ก็ไปรำแก้บนฐาน 5 ยังไงนะครับ มีดนตรี มีคนสอนพร้อม ดีเลิศเลย..’ แม้กระนั้นพี่สตาฟกลับทำหน้าเหวอใส่ แล้วบอกผมว่า ‘น้องครับผม.. ฐานที่ 5 เป็นฐานรำแก้บนจริง แม้กระนั้นทุกคนจะต้องไปรำพร้อมที่หอประชุมนะ และไม่มีผู้ใดอยู่ที่ตรงนั้นกับน้องในเวลาที่พี่ไปพบครับผม..’ ผมนี่เงิบเลย แม้กระนั้นผมก็หัวเราะนะ เพราะว่ามีความรู้สึกว่าพี่เขาแกล้ง ผมก็บอกกับพี่เขาไปว่า ‘พี่อย่ามาหลอกผมเลย เมื่อคืนนี้ผมก็ได้คุยกับพี่เพศหญิงที่แม้กระนั้นชุดนางรำแล้ว เพื่อนฝูงๆผมก็มองเห็น’ บอกจบ สหายๆที่นั่งทานข้าวกันอยู่ก็หันมามองดูผมอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน แล้วกล่าวว่า ‘มองเห็นอะไรวะ?’ ผมก็บอก ‘ก็พี่เพศหญิงที่สวมชุดไทยเมื่อคืนนี้ ก่อนไปนอนยังไง’ เพื่อนฝูงด้านข้างผมหันมาแล้วบอกว่า ‘เมื่อคืนแกเดินไปพร่ำบ่นอะไรผู้เดียวที่กำแพงก็ไม่รู้เรื่อง พวกฉันเลยเรียกแกไปนอนยังไง..’ ผมนี่เงิบครั้งที่ 2 สินะครับ.. ในตอนนั้นผมจิตใจเริ่มไม่ดีแล้ว พี่สตาฟเลยให้ผมเล่าให้ฟังตั้งแต่ตอนแรก ว่ามันกำเนิดอะไรขึ้น? ผมก็เล่าทั้งปวงไปจากที่ผมพบนั่นแหละนะครับ..
พอเพียงเล่าจบ พี่สตาฟก็มองหน้าซีดอย่างชัดเจนเลย รวมทั้งบอกกับผมว่า ‘พี่จะเล่าอะไรให้ฟังนะ เรื่องที่มีรุ่นพี่นางรำเสียชีวิตที่ลานข้างห้องนาฏกรรมน่ะ ไม่มีผู้ใดเอามาพูดเล่นๆหรอกน้อง เนื่องจากว่าเขาเป็นเพื่อนในชั้นพี่เอง วันที่สถานศึกษามีงานแข่งขันความสามารถ สหายพี่คนนี้ได้รับหน้าที่ให้ถือป้ายสถานที่เรียน เขาไปเปลี่ยนแปลงชุดไทยบนห้องนาฏกรรม แต่งเป็นระเบียบ กำลังจะสวมชฎาอยู่ตรงขอบหน้าต่าง แล้วจู่ๆกำเนิดหน้ามืดตกหน้าต่างลงมาที่ลานกว้างเสียชีวิต..’ ผมได้ยินแล้วถึงกับสั่นเทิ้มน้ำตาคลอเบ้า เพราะเหตุว่าในระหว่างที่คุยกับพี่เขาเมื่อคืนนี้ บนหัวพี่เขาก็ไม่มีชฎาจริงๆในขณะที่ผมก็มิได้บอกคนใดเรื่องชฎา.. พี่ๆบุคคลอื่นมองเห็นผมจะร้องไห้เลยวิ่งมาดู แล้วก็ช่วยเหลือกันปลอบประโลมว่า ไม่มีอะไร พี่เขาบางครั้งอาจจะเพียงแค่อยากได้ผู้แทนมารำให้เค้า บอกผมว่าอย่ากลัวเลย ผมนึกในใจ ‘โอ้โห.. พบขนาดนี้ไม่ให้กลัวได้ยังไงวะ?’ ..ภายหลังทานข้าวเสร็จก็แยกย้ายไปเก็บสิ่งของกัน ก่อนที่จะกลับ พี่ๆสตาฟก็ได้พาผมไปไหว้รูปของรุ่นพี่นางรำคนนั้นในห้องการฟ้อนรำด้วย พอเพียงผมมองเห็นรูปเพียงแค่นั้นล่ะ ขนลุกซู่เลยครับผม น้ำตาเบาๆไหลออกมาอีกที เป็นเป็นหน้าของพี่เพศหญิงผู้ที่ผมมองเห็นเมื่อคืนนี้ ผมจำได้แม่นเลย ถึงในรูปจะเป็นเครื่องแบบนักเรียนก็ตาม.. ผมก็อธิษฐานให้พี่เขาไปสู่สวรรค์ อย่ามาหลอกมาหลอนกันอีกเลย
เพียงพอยามเช้าวันเปิดภาคเรียน เรื่องของผมเป็นที่เอ่ยถึงกันมากมาย แล้วก็หัวข้อนี้ทำให้ทางสถานศึกษาได้ทำบุญทำกุศลครั้งใหญ่ ห้องการฟ้อนรำนั้นก็ถูกกลายเป็นห้องสอนศาสนาแทน รูปของรุ่นพี่ในห้องนาฏกรรมก็ถูกนำไปตั้งไว้กับศาลเจ้าที่ รวมทั้งตั้งแต่วันนั้น ก็ไม่มีผู้ใดเผชิญรุ่นพี่คนนี้อีกเลย..…

Read Post →